วันพุธที่ 27 มิถุนายน พ.ศ. 2555

เรื่องพรายทะเล

 เมื่อประมาณปี พ.ศ.๒๕๑๒ ในตอนนั้้นผมได้ไปเล่นดนตรีอยู่ที่"นิวแลนด์"ก่อนถึงจังหวัดระยองวงดนตรีของผมเล่นกันอยู่เพียง ๓ คน ๑.ผมเล่น Lead Guitar ๒.แอ๊ดเล่น Bass ๓.อ๋อยเล่น Drum {ซึ่งสมัยนั้น
ได้รับอิทธิพลจากวง Jimi Hendrix  และวง Cream } ในยุคนั้นเป็นยุคที่เฟื่องฟูของเหล่าทหารอเมริกัน
ที่เข้ามาตั้งฐานทัพอยู่ที่อู่ตะเภา อ.สัตหีบ จ.ชลบุรี

  Bar ที่ผมเล่นดนตรีอยู่ชื่อว่า"Simease Cat"ในคืนหนึ่งหลังจากเสร็จสิ้นการแสดง อ๋อยได้ชวนผมไปเที่ยวที่ทะเลสัตหีบ เมื่อเราไปถึงที่นั่น เราก็เล่นน้ำกันอย่างสนุกสนาน  เวลาผ่านไปในราวๆ ตี ๓ เศษ
ในขณะที่อ๋อยกำลังเล่นน้ำอยู่ ปรากฎว่ามีลูกคลื่นเล็กๆวิ่งเข้ามาหาอ๋อยอย่างรวดเร็ว อ๋อยได้ตะโกนออกไปว่า"เฮ้ย!...อะไรกันวะนี่" ทันใดนั้นลูกคลื่นดังกล่าวก็พุ่งเข้าชนอ๋อยอย่างจังจนล้มลง ผมรีบวิ่งเข้าไป
ประคองอ๋อยให้ลุกขึ้น และล้วงหยิบไฟฉายส่องไปที่เท้าขวาของอ๋อย ปรากฎรอยผื่นแดงยาวราว๔นิ้ว
ผมรู้สึกใจคอไม่ดี นึกถึงคำโบราณที่บอกไว้ว่าห้ามทักสิ่งใดในยามวิกาล จึงรีบพาอ๋อยกลับนิวแลนด์
ในวินาทีนั้นทันที

 ตกรุ่งเช้าขึ้นมาผมไปดูแผลอ๋อยที่เท้า ปรากฎว่าอักเสบและบวมขึ้นอย่างมาก ผมเห็นท่าไม่ค่อยจะดี
จึงชวนแอ๊ด{พี่ชายอ๋อย}ให้พาอ๋อยไปหาพระ เพราะกลัวจะเป็นของที่เป็นคุณไสยปล่อยมาทำร้ายผู้คน
เมื่อไปถึงวัด พระท่านดูอาการเสร็จท่านก็กล่าวว่า"โยมโดนพรายทะเลมันทำร้ายเอานะ"พอพูดจบ ท่าน
ก็บริกรรมคาถาไปที่เท้าอ๋อย พร้อมกับพรมน้ำมนต์ในขันให้ด้วย...

 หลังจากนั้น ๒วัน ก็เกิดแผลขึ้นที่รอบคออ๋อย ซึ่งสมัยนั้นเขาเรียกกันว่า"งูสวัสดิ์" ในคืนนั้นอ๋อยเริ่มเพ้อ
และกระหายน้ำ ผมต้องคอยตื่นมาเอายาแก้อักเสบให้อ๋อยกินทุก ๔ ช.ม.  แผลที่เท้าและคอก็ยังไม่มีวี่แววว่าจะหาย กลับลุกลามขยายจนเป็นวงกว้าง ดูน่าสยดสยองนัก...พอดีมีเด็กในบาร์เข้ามาดูอาการ
แล้วบอกว่า"พี่ผมว่าไปหาอาจารย์ผมดีกว่า อาการแบบนี้เหมือนโดนคุณไสย" ผมรีบบอกให้พาไปหา
พ่อหมอโดยด่วน {พ่อหมอเป็นคนจีนเป็นจอมขมังเวทย์ในแถบนั้น}

 บ้านอาจารย์อยู่เตาถ่าน แกเป็นชายกลางคนร่างเล็กผอมบาง พอไปถึงเมื่อแกตรวจสอบอาการเสร็จสรรพ แกก็หลับดาบ่นพึมพำในคออยู่ครู่ใหญ่ แกก็หยิบรากไม้สมุนไพร ส่งให้พร้อมกับน้ำมนต์แล้วพูดว่า
"เอาสมุนไพรนี่ไปตำไว้ทาที่แผล ส่วนน้ำมนต์นี่เอาไปให้กิน เดี๋ยวกูจะให้ไอ้ลอยไปเฝ้าใข้ซัก ๓วัน ก็คงจะหาย เอ็งโดนไอ้พรายทะเลมันกระทำเอา น้ำมนต์ของพระแก้ไม่ได้หรอก" ตกลงวันนั้นเสียค่าครู
หกสลึง ไก่ต้ม ๑ ตัวๆละ๕ บาท {สมัยนั้น}

 บาร์ที่ผมอยู่ด้านหลังเป็นห้องพักมีอยู่ประมาณ ๒๐ กว่าห้องเป็นรูปตัว U ในคืนนั้นช่วงเวลาตี ๔เศษๆ
มีเสียงเหมือนกับคนวิ่งบนหลังคาซึ่งเป็นสังกะสี รวดเร็วและเสียงดังสนั่นหวั่นไหว ผู้คนทุกห้องต่างคว้า
ปืนผา หน้าไม้ออกมาดูข้างนอกอย่างตกใจกันทุกคน{รวมทั้งผมด้วย} แต่เมื่อมองดูบนหลังคากลับไร้
ร่องรอยใดๆให้เห็น...ไม่พบเห็นผู้ใดเลย ผมจึงฉุกคิดขึ้นมาว่าชรอยคงเป็นไอ้ลอย ผีตายโหงที่พ่อหมอ
ใช้มาดูแลใข้อ๋อยละกระมัง? หลังจากนั้น ๒วันแผลต่างๆในตัวอ๋อยก็หายสนิท ไร้ร่องรอยใดๆ ปรากฎ
ให้เห็นอีกเลย...ต่อมาสืบได้ความว่าไอ้ลอยเป็นนักเลงโตอยู่แถวเตาถ่านโดนตำรวจยิงตาย แล้วพ่อหมอ
เรียกวิญญาณไอ้ลอยมาเลี้ยงไว้ เพราะไอ้ลอยก็ขึ้นชื่อว่าเคยเป็นลูกศิษย์ของแกมาก่อน...

 สุดท้ายนี้ผมขอยืนยันว่าเรื่องราวทั้งหมดนี้ เกิดขึ้นจริงกับตัวผม และอ๋อยมือกลองวงเพื่อนครับ...











วันพฤหัสบดีที่ 21 มิถุนายน พ.ศ. 2555

อำนาจวาสนา คือที่มาของความกังวล

  ข้อความที่จะกล่าวดังต่อไปนี้เป็นบทความของบิดาข้าพเจ้า พล.ต.ท.ชัยยงค์ ปฏิพิมพาคม


                                                  ในปัจจุบันวันนี้


...ข้าพเจ้าได้เกิดความเชื่ออย่างสนิทใจปราศจากข้อสงสัยใดๆทั้งสิ้นแล้วว่า...


         ...พระพุทธเจ้า  มีจริง


         ...พระธรรมเจ้า  มีจริง


         ...พระอริยะสงฆ์ มีจริง


...และยังเชื่อต่อไปด้วยความมั่นใจอีกว่า...


         นรก     มีจริง


         สวรรค์  มีจริง


         บาป     มีจริง


         บุญ กุศล  มีจริง


...ใครทำดีได้รับผลดี...ใครทำชั่วก็ได้รับผลชั่ว


         ...คือกฏแห่งกรรมนั้น...มีจริง


         และประการสุดท้ายก็คือ...
    
         ชาติหน้ามีจริง...




...สุดท้ายนี้ ขอไดัรับความปรารถนาดีจากผมด้วยความจริงใจ



วันเสาร์ที่ 16 มิถุนายน พ.ศ. 2555

ขอเงินในวันจันทร์ดับ [ วันอมาวสี ]

     วัน" จันทร์ดับ"ภาษาในโหราศาสตร์เรียกว่า" วันอามวสี" ภาษาอังกฤษเรียกว่า "New Moon" ในวันนี้
จะเป็นวันที่ตำแหน่งองศาของพระจันทร์กับพระอาทิตย์ทับกันสนิท จันทร์ดับที่เกิดขึ้นนี้ไม่ได้หมายถึงวันที่เกิดจันทรคราสหรือ สุริยคราส แด่เป็นปรากฏการณ์ที่เกิดขึ้นเป็นประจำทุกเดือนๆละ ๑ ครั้ง ดังนั้นวัน
"จันทร์ดับ"จึงถือกันว่าเป็นวันแรง ที่จะก่อเหตุดีหรือร้ายได้ ในวันที่จันทร์ดับเราต้องพยายามทำจิตใจให้ผ่องใส ไม่ทะเลาะกับใคร ประหยัดรายจ่ายในวันนั้น คิดแต่เรื่องดีๆจิตใจก็จะไม่เศร้าหมอง  และขอพรจากพระจันทร์ โบราณเราเรียกวันนี้ว่า"วันขอเงินพระจันทร์" ซึ่งชาวตะวันตกก็เชื่อถือเรื่องนี้อยู่เช่นกัน


    

    ทางจันทรคติไทยเราถือว่าเป็นวันดี ที่มีปรากฏการณ์ของพลังธรรมชาติบนท้องฟ้า สัมผัสลงมายังโลกมนุษย์ ถือว่าเป็นวัน"ประตูฟ้าเปิด"พลังทั้งหลายจากดวงดาวจะถูกถ่ายเทมายังโลก ซึ่งตามหลักโหราศาสตร์กล่าวไว้ว่า " วิถีชีวิตของมนุษย์นั้น มีความเกี่ยวพันกับการโคจรของดวงดาวต่างๆในระบบสุริยะจักรวาล

     ของที่จะต้องใช้ในการขอพรกับพระจันทร์มีดังนี้คือ ๑.เทียนเล็ก ๑๕ เล่มใส่ไว้ในถาดเล็กเป็นวงกลม
๒.ธูป ๑๕ ดอก ๓.หันหน้าไปทางทิศตะวันออก นะโม ๓ จบ สวดคำว่า อิ-ระ-ชา-คะ-ตะ-ระ-สา ๑๕ จบ
พอเสร็จสรรพก็เริ่มตั้งจิตอธิฐาน ในสิ่งที่ปรารถนา [ การจัดเตรียมของต่างๆเหล่านี้ต้องทำให้เรียบร้อยก่อนเวลาที่จันทร์ดับ ๑๕ นาที] ต่อไปนี้จะเป็นเวลาที่จันทร์ดับจากเดือนนี้คือ


๑.วันที่ ๑๙ มิ.ย.๒๕๕๕ เวลา ๒๑.๓๖ น.

๒.วันที่ ๑๙ ก.ค.๒๕๕๕ เวลา ๑๐.๕๓ น.

๓.วันที่ ๑๗ ส.ค.๒๕๕๕ เวลา ๒๒๒๔ น.

๔.วันที่ ๑๖ ก.ย.๒๕๕๕ เวลา ๘.๕๘ น.

๕.วันที่ ๑๕ ต.ค.๒๕๕๕ เวลา ๑๘.๔๗ น.

๖.วันที่ ๑๓ พ.ย.๒๕๕๕ เวลา ๔.๓๓ น.[คืนวันอังคาร]

๗.วันที่ ๑๓ ธ.ค.๒๕๕๕ เวลา ๑๕.๐๒ น.
     

วันศุกร์ที่ 15 มิถุนายน พ.ศ. 2555

พลังเมตตาแป้งเสกของ หลวงปู่บุดดา

เมื่อประมาณปี พ.ศ. ๒๕๓๕ ผมเล่นดนตรีอยู่ที่ "ปิกาซัส"ถนนสุขุมวิทย์ มื่อเลิกจากงาน ตี ๑ หลังจากกินอาหารรอบดึกเสร็จสรรพ ผมก็จะเดินทางไปหา ล.ป. บุดดา ถาวโร วัดกลางชูศรีเจริญสุข แทบทุกคืน สมัยนั้นหนทางค่อนข้างทุรกันดาร ลำบากอยู่พอสมควร แต่เนื่องจากมีความศรัทธา และมุ่งมั่นที่จะเดินทางไปหาล.ป. บุดดาที่เคารพรักของผม จึงเดินทางไปกราบคารวะท่านอยู่เป็นประจำ 

มีอยู่ครั้งหนึ่ง ได้เดินทางไปที่สิงห์บุรีตามปกติ ไปถึงที่วัดประมาณ ตี ๔-๕ ช่วยเข็ดตัวล.ป.บุดดา โดยปกติ ล.ป.จะไม่สรงน้ำ นอกจากเช็ดตัวเท่านั้น ในวันนั้นผมก็อยู่ที่วัดจนถึงเวลา ๑๔.๐๐ น.เศษก็ได้ไปกราบลา ล.ป.ก็ได้ให้แป้งเสกของท่านมา ๑ กระป๋องและท่านก็ทาแป้งเสกมาที่หน้าผมอีกจนหน้าขาวว่อง ระหว่างเดินทางกลับก็บอกพรรคพวกที่่มาด้วยอีก ๔ คนว่าจะแวะวัดพิกุลทองซักหน่อย ทุกคนก็ตกลงเห็นด้วยกับผม 

พอถึงวัดพิกุลทอง ล.พ. แพร ท่านไม่อยู่พวกผมก็เดินไปดูในตู้วัตถุมงคลผมได้เช่าพระเนื้อเงินไปหลายองค์ สุดท้ายยังมีอีก ๒ องค์ที่อยากบูชา ราคาองค์ละ๔๐๐ บาทแต่กลัวเงินไม่พอที่จะเติมน้ำมันรถ จึึงหยุดที่จะบูชา แต่มือยังคงกำพระ ๒ องค์นั่นอยู่ พระที่ดูแลอยู่ถามว่า"ทำไมโยมไม่บูชา ๒ องค์นี้เล่า?" ผมก็ตอบไปว่า"วันหลังผมค่อยมาบูชาก็ได้ครับเงินหมดพอดี "พระท่านกล่าวว่า"ไม่เป็นไรโยมอาตมาให้เอาไปเลย" ผมรู้สึกดีใจและฉงนใจกล่าวขอบคุณพระท่าน ต่อจากนั้นก็เดินทางกลับแต่ก่อนออกจากห้องบูชาพระเหลือบเห็นหนังสือวัตถุมงคลของล.พ.แพร เป็น ปก ๔ สีสวยงาม จึงหยิบขึ้นมาชมแล้วก็วางลงจะเดินออกไป ทันทีทันใดเด็กที่ดูแลอยู่กล่าวว่า"พี่ชอบหนังสือหรือครับ?" ผมตอบว่า"ชอบแต่เงินหมดแล้วหนู" เด็กตอบว่า"พี่เอาไปเลยผมให้"{หนังสือเล่มละ๑๒๐ บาท}ผมก็เกิดความฉงนใจ
เช่นเดิมแล้วกล่าวคำขอบใจเด็กไปและเดินทางออกจากวัดมา...

ระหว่างเดินทางกลับ ก็ได้เห็นรถคันหน้าชนสุนัขกระเด็นไปข้างทางแน่นิ่ง และก็ขับรถจากไปโดยไม่เหลียวแล พวกผมเป็นคนรักสัตว์เลยลงไปดูอาการเผื่อช่วยอะไรได้ แวบหนึ่งผมได้คิดว่าแป้งเสกของล.ป.คงจะช่วยอะไรได้บ้าง จึงคว้าหยิบลงไปด้วย พอถึงที่เกิดเหตุเห็นสุนัขตัวนั้นนอนนิ่งไม่ขยับต้วเลย



ผมเลยเอาแป้งโรยไปที่ตัวมัน ประมาณ5-6 วินาที มันก็สะดุ้งตื่นขึ้นมาและลุกเดินเหยาะๆ เข้าข้างทางไปอย่างช้าๆลับตาไป ผมจึงตระหนักได้ว่า ทุกสิ่งทุกอย่างที่เกิดขึ้นในวันนี้เกิดขึ้นจากพลังเมตตาแป้งเสกของหลวงปู่บุดดาโดยแท้




วันพุธที่ 13 มิถุนายน พ.ศ. 2555

Richard Wagner กับ เลข ๑๓

ริชาร์ด วากเน่อร์ เป็นนักแต่งเพลงอุปรากรของประเทศเยอรมัน ซึ่่งมีความสัมพันธ์เกี่ยวข้องกับเลข ๑๓ อย่างชิดเชื้อ เพราะตลอดชีวิตของเขามักจะต้องพัวพันและเกี่ยวข้องกับเลข ๑๓ อยู่เสมอ ดังที่จะกล่าวต่อไปนี้คือ

๑.ชื่อเขามีอักษรนับได้ ๑๓ ตัวคือ Richard Wagner

๒.เขาเกิด ค.ศ.๑๘๑๓ บวกกันแล้วได้ ๑๓ ตัว

๓.เขาแต่งเพลงโอเปร่าทั้งหมดรวม ๑๓ เรื่อง


๔.เขาหนีออกจากเมืองเคลสเวน ถึงบ้านฟรันซ์ลิสก์ เพื่อนนักแต่งเพลงชาวฮังกาเรียน เมื่อวันที่ ๑๓ พ.ค. และในวันที่ ๑๓ ต.ค.ฟรันซ์ลิสก์มาเยี่ยมเขาที่ซูริค


๕.เพลง"ตันเฮกเซอร์"แต่งเสร็จเมื่อวันที่ ๑๓ เม.ย.และถูกนำออกแสดงครั้งแรกในปารีส วันที่ ๑๓ มี.ค.
ต่อมาในวันที่ ๑๓ ส.ค. เพลงนั้นถูกบรรเลงที่นครไบรุทเป็นครั้งแรกอีก


๖.เขาถูกเนรเทศออกจากประเทศเยอรมันด้วยเรื่องเกี่ยวกับการเมืองเป็นเวลา ๑๓ ปี


๗.มหาอุปรากรเรื่องโลเฮนกวิน ซึ่งมีชื่อเสียงแต่งเสร็จไว้นานแล้ว เขาพึ่งมีโอกาสได้ฟังครั้งแรกหลังจากแต่งเสร็จ ๑๓ ปี


๘.เขาแต่งงานกับ"โคสิมา" ภรรยาคนที่สอง อยู่กันได้เพียง ๑๓ ปี


๙.เพลง"ปาร์ซิฟัล"ลงมือแต่งตอนที่ ๑๓ ในวันที่ ๑๓ ต.ค.แต่งจบในวันที่ ๑๓ ม.ค. ต่อจากนั้น๑๓ เดือน
เขาก็ถึงแก่กรรมที่เมืองเวนิช


๑๐.เมื่อเขาถึงแก่กรรม บุตรของเขาชื่อ "ซิกฟริตนี" อายุได้ ๑๓ ปีพอดี




๑๑.โคสิมาภรรยาของเขาถึงแก่กรรม ค.ศ.๑๙๓๐ บวกกันได้ ๑๓ ตัวพอดี ซิกฟริตนีบุตรของเขาเหมือนบิดาคิอ แต่งเพลงทั้งหมดได้เพียง ๑๓ บทเท่านั้น

วันจันทร์ที่ 11 มิถุนายน พ.ศ. 2555

วิธีแก้เคล็ดเกี่ยวกับครุฑ





"ครุฑ"เป็นสัตว์หิมพานต์ในเทพนิยาย เป็นพญานกที่มีรูปครึ่งมนุษย์ครึ่งนกอินทรีย์ เป็นเทพพาหนะของพระวิษณุ เป็นโอรสของพระกัศยปะมุนีและนางวินตา เป็นสัตว์แห่งเทพที่ทรงอำนาจ บารมีและยังเป็นตราแผ่นดินของพระมหากษัตริย์ เป็นสิ่งศักดิ์สิทธิ์ที่ผู้คนต่างยกย่องนับถือ และให้ความเคารพ ส่วนใหญ่"ครุฑ"จะถูกติดตั้งไว้หน้าบริษัท ธนาคาร สถาบัน หรือองค์กรที่มีขนาดใหญ่


   มีความเชื่อกันว่าถ้าบ้าน ร้านค้าใดมี"ครุฑ"อยู่ในด้านตรงข้าม จะทำให้เกิดผลร้ายส่งผลให้กิจการล้มเหลวขายของไม่ดี ล่มจม ขาดทุนๆลๆ อันที่จริงแล้ว"ครุฑ" เป็นสิ่งศักดิ์สิทธิ์ที่คนเคารพบูชาสิ่งศักดิ์สิทธิ์ที่ไหนจะไปทำร้ายคนโดยไม่มีเหตุผล ที่ได้ฟังมาประเภทที่กิจการล้มเหลว มักจะเป็นกรณีที่ไปท้าทายหรือคิดร้ายเช่น ติดยันต์รูปเกาทัณฑ์เล็งไปที่ครุฑ หรือว่าทำป้ายสามเหลี่ยมพุ่งไปหาครุฑ


   โดยหลักการแล้ว การที่เราไปอยู่ด้านตรงข้ามกับพลังที่เหนือกว่า ย่อมส่งผลให้เราดูด้อยลงไปอยู่แล้ว อย่าลืมว่าอาคารที่ติดครุฑได้ ส่วนใหญ่จะเป็นอาคารขนาดใหญ่เช่นธนาคาร หรือบริษัท ห้างร้านใหญ่ๆ
ถ้าเราเป็นร้านค้าเล็กๆไปอยู่ตรงข้าม  ย่อมจะมีผลให้ดูด้อยกว่าแน่  มีกรณีที่น่าศึกษาอยู่เรื่องหนึ่งซึ่งเกี่ยวข้องกับ"ครุฑ"ว่ามีคู่กรณีกันระหว่างธนาคารกับห้างสรรพสินค้าใหญ่ห้างฯหนึ่ง ครุฑจากธนาคารเล็งเข้าไปที่ห้างฯ  ทางห้างฯได้ใช้วิธีแก้โดยการติดรูปปั้นคนถือเกาทันฑ์เล็งศรไปที่ครุฑ ธนาคารก็แก้กลับโดยการตั้งป้อมปืนใหญ่{จำลอง} ๕ กระบอกเล็งสวนกลับไป ปรากฏว่าเจ๊งทั้งคู่ ต้องเลิกกิจการไปในที่สุด


   หลักฮวงจุ้ยบอกไว้ว่า  หากเราจะต้องปะทะกับสิ่งศักดิ์สิทธิ์ที่แรงกว่า  การแก้ไขอย่าใช้วิธีปะทะตอบ 
วิธีที่ดีที่สุดในกรณีที่มีครุฑอยู่ตรงข้ามร้าน บ้านคือ๑.การหารูปพระบรมฉายาลักษณ์ในหลวงของเราหรือจะเป็นเสด็จพ่อ ร.๕ ก็ได้ มาวางไว้ตรงประตูทางเข้าร้าน เพราะครุฑคือตราแผ่นดินของพระมหากษัตริย์
 ย่อมจะไม่ทำร้าย ๒.ธรรมชาติของครุฑชอบต้นไม้และความสวยงาม  ถ้าบริเวณหน้าบ้านหรือ ชั้น ๒ มีบริเวณพื้นที่พอ ปลูกต้นไม้ที่มีดอกสีสวยสดสวยงามนับเป็นการแก้ไขที่ดีเพราะ "ครุฑ"ชอบต้นไม้ที่มี  สีสันสวยงาม ๓.หารูปปั้นสิงห์โตตัวใหญ่ หันประจัญหน้ากับครุฑ สิงห์โตเป็ฯตัวแทนของเจ้าป่า ส่วนทาง
"ครุฑ"เป็นสัญลักษณ์ของเจ้าเวหา ในเมื่อเทียบศักดิ์ศรีแล้ว ถือว่าทัดเทียมกันไม่ทำร้ายกันแน่นอน


  

กายทิพย์





  กายทิพย์คืออะตอมในสรีระร่างกายของมนุษย์ที่แยกตัวออกจากเซลล์ของสรีระร่างกาย
 เพราะภายในสรีระร่างกายของมนุษย์นั้น จะประกอบด้วยเซลล์ต่างๆ เซลล์เหล่านั้นก็จะมี
อะตอมอยู่เมื่อบุคคลใดฝึกตนถูกหลักวิธี  อีกทั้งยังมีความรู้ที่ถูกต้อง  ฝึกตนได้ถึงระดับหนึ่ง 
ก็จะสามารถแยกอะตอมภายในร่างกายของตนเองได้ ซึ่งอะตอมที่แยกตัวนั้น อาจจะเป็นไป
โดยอัตโนมัติ ...หรืออาจสามารถบังคับแยกอะตอมได้ ...

  กายทิพย์เป็นอะตอม ดังนั้นจึงโปร่งแสง แต่ก็ยังสามรถมองเห็นได้ด้วยตาเปล่า กายทิพย์
จะคงรูปอยู่ครบถ้วนหรือไม่  ก็ขึ้นอยู่กับการฝึกตน ในที่นี้หมายถึงมองเห็นเป็นรูปร่างครบถ้วน  
กายทิพย์สามารถเคลื่อนที่ เคลื่อนย้ายได้ กล่าวคือ กายทิพย์สามารถเคลื่อนย้ายหรือเคลื่อน
ที่ไปได้ตามใจนึก ...ซึ่งก็ขึ้นอยู่กับความรู้ ความเข้าใจ และวิธีการฝึกตนที่ถูกต้อง ดังนั้นผู้ที่มี
กายทิพย์ส่วนใหญ่แล้วจะเป็นผู้ที่ฝึกตนดี และมีสมาธิที่ดีแล้ว...

  กายทิพย์เกิดขึ้นได้สำหรับผู้ที่ฝึกตนดีแล้ว มีความรู้ที่ถูกต้อง จึงจะสามารถมีกายทิพย์ได้
 ดังนั้นกายทิพย์ สามารถที่ะเกิดขึ้นได้ทุกเวลาที่ต้องการ บางครั้งจะเกิดขึ้นเองโดยอัตโนมัติ 
แด่บางครั้งก็สามารถกำหนดให้เกิดขึ้นได้ตามใจนึกของบุคคลนั้นๆ...

  กายทิพย์เมื่อถอดออกมาใหม่ๆนั้นจะโปร่งแสง  หากฝึกต่อไปอีก กายทิพย์จะค่อยๆทึบแสงลง
 เห็นเหมือน กายเนื้อมากขึ้น เรียกว่ากายหยาบ และเมื่อนำกายหยาบนั้นมาเข้าปลงอสุภะ ด้วยการ
ถอดจิตครั้งแล้วครั้งเล่า ก็จะละลายกิเลสภายในกายได้ ทำให้กายหยาบลอกคราบออกไปเป็น
ชั้นๆละเอียดขึ้นตามลำดับ ครั้นเมื่อตายลงเมื่อใด กายทิพย์อันละเอียดก็จะแยกออกจากกายเนื้อ 
ไปเกิดเป็นเทพ ...พรหม สำหรับกับคนที่ไม่ได้ฝึกถอดจิตละลายกิเลสแล้ว กายทิพย์ก็จะหยาบ  
ต้องไปเกิดเป็นเทวดาชั้นต่ำ หรือว่าเป็น ผีเปรต อสุรกาย ตามกรรมวิบากของตนที่สร้างมา...

  กายทิพย์ของคนเรานั้นเมื่อตายลง กายทิพย์จะแยกกับร่างออกไปเกิดใช้กรรม ตามวาระ
วิบากกรรมของตนที่ได้สร้างมา ไม่ว่ากรรมดีหรือกรรมชั่ว ไม่มีวันสิ้นสุด จนต่อเมื่อเข้าสู่
แดนนิพพานเท่านั้น จึงจะไม่ต้องกลับมาเกิดอีก...