วันพฤหัสบดีที่ 20 กุมภาพันธ์ พ.ศ. 2557

หลวงปู่นาควัดหัวหิน





... หลวงปู่นาค ...

... ในส่วนตัวของผมนั้น มีความเคารพรักหลวงปู่นาค เป็นอย่างยิ่ง  ผมขอย้อนไปตั้งแต่
เริ่มแรกเดิมทีก็คือ ผมยังไม่รู้จักหลวงปู่นาควัดหัวหินเลย แต่ผมก็เก็บเหรียญรุ่นแรกของ
ท่านไว้ ๑ เหรียญ สภาพของเหรียญด้านหลังจะสึกอยู่มาก และก้ยังมีเหรียญรุ่นสอง ปี ...
๒๔๙๙ สภาพสุดยอดอีก ๑ เหรียญ [ เป็นของคุณพ่อทั้ง ๒ องค์ ] ...

... รุ่นแรกนั่นเรียบร้อยไปแล้วคือมีพรรคพวกมาตื๊อขอไป รำคาญก็เลยให้ไปไม่ได้คิดอะไร
ส่วนรุ่น ๒ ที่ยังอยู่ก็เพราะว่าเหรียญสวยกริบ ก็เลยยังเก็บไว้อยู่ไม่ได้ให้ใครไป เพราะตาม
ธรรมชาติของผมชอบเก็บเหรียญสวยๆซึ้งๆ เอาไว้อยู่แล้ว ...

... ต่อมาผมมาอยู่ที่หัวหินและได้ไปกราบรูปหล่อของท่านที่วัดหัวหิน เรียนรู้ประวัติของ
ท่านเพิ่มเติมจึงทำให้เกิดศรัทธากับท่านขึ้นมาอีกอย่างล้นพ้น ช่วงที่ผมแขวนรุ่น ๒ ที่เขา
เรียกกันว่ารุ่น " ป้าน " มีประสบการณ์ปลีกย่อยขึ้นมากมาย ไว้จังหวะดีผมจะเล่าขานให้
ฟังกัน ...



     ... ด้านหน้า ...


 
  ... ด้านหลัง ...


... เหรียญ ตัวจริงเสียงจริง ล.ป.นาค วัดหัวหิน รุ่น " ป้าน " ปี ๒๔๙๙ ...

... [ ของผมเอง { ที่จริงเป็นของคุณพ่อมาก่อนนะ } ประสบการณ์เพรียบ ! ]

... ตอนนี้อ่านประวัติของหลวงปู่นาคได้โดยสังเขปกันเลยนะครับ ...


... หลวงปู่นาค วัดหัวหิน ...

เกจิคู่พระทัยรัชกาลที่6

                เมื่อนึกถึง หัวหิน ย่อมเห็นภาพของหาดทรายขาวและทะเลสีฟ้าคราม คลาคล่ำไปด้วยนักท่องเที่ยวทั้งไทยและเทศ  และหากนึกถึง วัดหัวหิน  ย่อมต้องเห็นภาพของ อดีตพระเกจิอาจารย์สำคัญองค์หนึ่งของจ.ประจวบคีรีขันธ์ นั่นคือ พระครูวิริยาธิการี หรือที่เรียกกันทั่วไปว่า หลวงปู่นาค ยอดแห่งพระเกจิอาจารย์ผู้มีความเชี่ยวชาญอย่างสุงด้านวิปัสสนาธุระอีกทั้งทรงคุณวิเศษทางไสยเวทวิทยา เป็นที่เคารพนับถือของชาวหัวหิน ตลอดทั้งพุทธศาสนิกชนทุกระดับ ...

                หลวงปู่นาคเกิดเมื่อปีพ.ศ.2400 เป็นบุตรของนายพ่วง นางสุ่ม  พ่วงไป มีพี่น้องรวม 5 คน ท่านเป็นคนที่ 2 บ้านเดิมอยู่ที่บ้านลัดโพ อ.คลองกระแซง จ.เพชรบุรี  หัดเรียนเขียนอ่านอักขระสมัยที่วัดลัดโพ กับพระอธิการเมืองอยู่ 1 ปี แล้วย้ายไปอยู่กับพระอธิการสุก วัดหลักป้อม จ.สมุทรสงคราม เรียนทางพระปริยัติธรรมและบาลีธรรมอยู่หลายปี จนอายุย่าง 19 ปีจึงบรรพชาเป็นสามเณร ...

                กระทั่งอายุ 21 ปี จึงอุปสมบท ณ พัทธสีมาวัดหลังป้อม ได้รับฉายาว่า ปุญญนาโค  เริ่มศึกษาวิปัสสนาธุระและรับการถ่ายทอดพุทธาคมจากหลวงพ่อตาด วัดบางวันทอง ซึ่งเป็นอาจารย์ของหลวงพ่อคง วัดบางกะพ้อม นอกจากนี้ ยังได้ศึกษาวิชาอาคมจากหลวงพ่อเอี่ยม วัดลัดด่าน และหลวงพ่อภู่ วัดบางกะพ้อม จนมีเกียรติคุณเลื่องลือด้านวิทยาคมอย่างยอดเยี่ยม ...

  ในปีพ.ศ.2464 ท่านได้ลาสิกขาออกมาช่วยครอบครัว และแต่งงานกับนางแจ่ม มีบุตร 1 คน ก่อนที่จะเลิกร้างกันไป และเกิดความเบื่อหน่ายทางโลกตัดสินใจเข้าสู่ร่มกาสาวพัสตร์อีกครั้งที่วัดโตนดหลวง จ.เพชรบุรี  จำพรรษาอยู่ระยะหนึ่ง ก่อนมาสร้างวัดวังก์พง ที่อ.ปราณบุรี จ.ประจวบคีรีขันธ์ ...

                ในสมัยรัชกาลที่ 5 ชาวบ้านหัวหินได้พร้อมใจกันสร้าง วัดอัมพารามขึ้น ซึ่งต่อมาได้เปลี่ยนชื่อเป็น วัดหัวหิน ขุนศรีเสละคาม (พลอย กระแสสินธุ์) กำนันโตและผู้ใหญ่กล่ำ เป็นตัวแทนชาวบ้านไปอาราธนาท่านมาเป็นเจ้าอาวาส เพราะเป็นที่เคารพเลื่อมใสของคนในท้องถิ่นนั้น ...

            นับแต่นั้นมา ท่านได้พัฒนาวัดหัวหินจนกระทั่งมีความเจริญก้าวหน้าทัดเทียมวัดอื่นๆ มีความมั่นคงสืบทอดมาจนถึงทุกวันนี้ ...


... หลวงพ่อนาค ...

                ผู้เฒ่าผู้แก่เล่ากันว่า หลวงปู่นาคเป็นพระเกจิอาจารย์เรืองอาคมอุดมด้วยบุญฤทธิ์และอิทธิฤทธิ์ มีปฏิปทาในทางสมณธรรมเป็นเลิศ พระบาทสมเด็จพระมงกุฏเกล้าเจ้าอยู่หัว รัชกาลที่ 6 ทรงมีพระราชศรัทธาเป็นพิเศษ พระองค์ทรงนับถือเสมอด้วยศิษย์กับครู ทุกครั้งที่เสด็จแปรพระราชฐานมาประทับแรม ณ พระราชนิเวศน์มฤคทายวัน อ.ชะอำ จ.เพชรบุรี  จะทรงมานมัสการเสมอ พร้อมทั้งทรงมีพระบรมราชานุญาตให้ท่านเข้าเฝ้าได้ตลอดเวลา แม้ในยามราตรี ...

                มีผู้บันทึกนิสัย ปฏิปทา และศีลวัตรของท่านไว้ว่า เป็นผู้มีอัธยาศัยรักสงบ เยือกเย็นและสุขุม ประกอบด้วยความเมตตากรุณา มีเมตตาธรรมแก่คนทั่วไปโดยไม่แบ่งชั้นวรรณะ เป็นพระที่พูดน้อย เวลาจะตักเตือนหรือสั่งสอนใคร มักใช้คำพูดสั้นๆไม่เยิ่นเย้อ แต่เป็นคำที่เฉียบคม แฝงด้วยความหมายลึกซึ้งยิ่งนัก ...

 หลวงปู่นาคเป็นพระเกจิอาจารย์องค์หนึ่งซึ่งสร้างพระเครื่องได้เข้มขลัง เนื่องจากสืบสายพุทธาคมมาจากเกจิทรงวิทยาคมหลายท่าน  วัตถุมงคลและเครื่องรางของขลังที่ขึ้นชื่อลือชาได้แก่ ผ้ายันต์เช็ดหน้า ผ้าประเจียดสีแดง สีผึ้งทาปาก ตะกรุดลูกอม พระพิมพ์เนื้อผงชุดวัดมฤคทายวันคือ พระสมเด็จมฤคทายวัน สมเด็จปรกโพธิ์ สมเด็จพระพุทะชินราช พระผงพิมพ์ป่าเลไลย์  นางกวัก และเหรียญพ.ศ.2477 ...

ในด้านพุทธคุณความศักดิ์สิทธิ์ กล่าวขานกันว่าดีในทางอยู่ยงคงกระพัน เมตตาค้าขาย  วัตถุมงคลบางชนิดจึงเป็นสิ่งหายาก และมีราคาสูง ในจ.ประจวบฯหรือใกล้เคียง หาได้ยากและหวงแหนกันมาก แม้จะให้ราคาสูงเท่าไหร่ ก็ไม่มีใครกล้าแลกเปลี่ยนหรือให้เช่าบูชา  ...

                บั้นปลายชีวิตหลวงปู่นาคเริ่มอาพาธด้วยโรคบวมตามข้อ ปีพ.ศ.2475 รักษาตัวเรื่อยมา อาการไม่หายขาด เพียงทุเลาได้เป็นครั้งคราว ก่อนที่จะมรณภาพลงเมื่อเวลา 15.53 น. วันที่ 24 ก.ค. 2477 ดำรงตำแหน่งเจ้าอาวาสปกครองยาวนานถึง 38 ปี (พ.ศ.2439-2477) มีอายุพรรษาได้ 43 พรรษา ได้รับพระราชทานเพลิงศพเมื่อวันที่ 17 มี.ค. 2478 ...

                ทุกวันนี้แม้จะมีเพียงรูปหล่อแทนตัวท่านประดิษฐานให้กราบไหว้ แต่ชาวหัวหินเชื่อว่า บารมีของหลวงปู่นาค ยังคอยคุ้มครองช่วยเหลืออยู่ เช่นเดียวกับคุณงามความดีที่ไม่มีวันถูกลบเลือนไป ...

วันอาทิตย์ที่ 16 กุมภาพันธ์ พ.ศ. 2557

คุณพ่อทองแถม ศาสตระรุจิ




 ... อ. ทองแถม ศาสตระรุจิ ...

... อาจารย์ใหญ่ฝ่ายวิชาพรหมศาสตร์ ...


ในยุคที่มีผู้ปฏิบัติภาวนาเกิดขึ้นมากมาย ก็มีทั้งของจริงและของปลอม แต่มีวิชาหนึ่งที่ไม่เคยปรากฏที่ไหนมาก่อน ไม่มีใครสอน ไม่มีตำรา เป็นวิชาที่เกิดขึ้นด้วยทิพยอำนาจแห่งใจของผู้ที่ฝึกฝนเองโดยแท้ นั่นก็คือวิชา ...
“พรหมศาสตร์”

อาจารย์ทองแถม ศาสตระรุจิ ถือเป็นอาจารย์ใหญ่ฝ่ายวิชาพรหมศาสตร์ ท่านได้ทำอัศจรรย์ทางใจให้ผู้คนได้ประจักษ์มาตลอดระยะเวลาหลายสิบปี นับแล้วเป็นร้อย ๆ เรื่อง มีบันทึกสำคัญเก็บไว้เป็นหลักฐานมากมาย อีกทั้งยังเกี่ยวข้องกับบุคคลสำคัญระดับประเทศหลายต่อหลายท่าน ...

เช่นเรื่องนี้เป็นต้น...

เนื่องในพิธีพรหมาภิเศก “องค์พรหมเทพปฏิมา” เพื่อทูลเกล้าฯ ถวายพระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัวภูมิพลอดุลยเดช เนื่องในพระราชพิธีเฉลิมฉลองพระชนมพรรษาครบ 3 รอบ ในวันที่ 5 ธันวาคม พ.ศ. 2506 นี้นั้น พิธีได้กระทำขึ้น ณ เทวสถานโบสท์พราหมณ์ เสาชิงช้า พระนคร เมื่อวันที่ 18 – 20 พฤศจิกายน พ.ศ. 2506 โดยมีผู้เข้าร่วมพิธีหลายฝ่ายด้วยกัน อาทิ ฝ่ายสงฆ์มีสมเด็จพระสังฆราชเป็นประธาน ฝ่ายวิปัสสนาธุระมีท่านเจ้าคุณราชสิทธิ์ วัดมหาธาตุฯ เป็นประธาน ฝ่ายพราหมณ์มีพระราชครูวามเทพมุนี เป็นประธาน และฝ่ายพรหมศาสตร์มีอาจารย์ทองแถม ศาสตระรุจิ เป็นประธาน ซึ่งผู้เข้าร่วมพิธีทุกฝ่ายต่างก็ประกอบพิธีกรรมตามลัทธิของตน เพื่อความขลัง และศักดิ์สิทธิ์ของ "องค์พรหมเทพปฏิมา" เป็นสำคัญ ...

ปรากฏว่าในระหว่างพิธีกรรมตลอดเวลา 3 วัน 3 คืนนั้น ผู้เข้าร่วมพิธีแต่ละฝ่ายต่างได้คัดตัวบุคคลซึ่งเป็นผู้เชี่ยวชาญพิเศษมาทำการปลุกเสกทั้งสิ้น โดยเฉพาะอย่างยิ่งฝ่ายสงฆ์นั้นได้นิมนต์พระอาจารย์ชื่อดังจากวัดต่าง ๆ ทั่วราชอาณาจักรมาร่วมปลุกเสกโดยพร้อมเพรียง นอกจากนั้นยังนิมนต์พระเถระผู้ใหญ่ซึ่งวุฒิเปรียญ 9 ประโยคอีก 9 รูป มาเจริญพระพุทธชัยมงคลคาถาตลอดเวลา...

พิธีพรหมาภิเศก "องค์พรหมเทพปฏิมา" ครั้งนี้เป็นพิธีที่ใหญ่ยิ่งพิธีหนึ่งในยุคปัจจุบัน ซึ่งบรรดาผู้เข้าร่วมพิธีทุกท่านต่างได้กล่าวยืนยันว่า นอกจากพระอาจารย์ผู้เชี่ยวชาญของฝ่ายต่าง ๆ จะมาเข้าร่วมพิธีกันอย่างพร้อมเพรียงแล้ว ยังมีวิญญาณอันศักดิ์สิทธิ์ของพระภิกษุผู้สำเร็จซึ่งมรณภาพไปแล้วกับเทพเจ้าและองค์พรหมบนสวรรค์เสด็จมาเป็นประธานในพิธีนี้ด้วยจำนวนมาก ...

เพื่อที่จะได้ทราบรายละเอียดว่าในพิธีพรหมาภิเศก "องค์พรหมเทพปฏิมา" ดังกล่าวนี้ได้มีวิญญาณของภิกษุรูปใดเทพเจ้าองค์ใด และพระพรหมองค์ใดเสด็จมาร่วมพิธีบ้างนั้น จึงได้นัดพบกับพ.อ. สมาน วีระไวทยะ (ยศในขณะนั้น) วศบ. ทบ. หัวหน้ากองนโยบายและแผน กรมส่งกำลังบำรุงทหาร กองบัญชาการทหารสูงสุด ซึ่งเป็นเจ้าตำรับ “วิทยาศาสตร์ทางจิต” ที่ชาวไทยและต่างประเทศรู้จักดี กับเป็นผู้เชี่ยวชาญทางนั่งตรวจทางใน เพื่อนำเหตุการณ์ในวันประกอบพิธีพรหมาภิเศกมาเสนอ ดังนี้ ...

พ.อ. สมาน วีระไวทยะ เล่าว่า ความจริงท่านไม่มีหน้าที่เกี่ยวข้องกับพิธีพรหมาภิเศกในครั้งนี้เลย แต่ในระหว่างพิธีวันที่ 19 พ.ย. นั้น ท่านได้รับคำขอร้องจากอาจารย์ชาญไชย ถาวรธารนายช่างพิเศษกระทรวงอุตสาหกรรมซึ่งเป็นท่านหนึ่งที่ไปร่วมพิธีในทางด้านฝ่ายพรหมศาสตร์ ขอให้ช่วยนั่งทางในตรวจดูว่ามีวิญญาณของผู้ใดรวมทั้งเทพเจ้าและพระพรหมองค์ใดมาเข้าพิธีบ้าง ท่านจึงได้ไปนั่งตรวจให้ข้าง ๆ พิธีในบริเวณเทวสถานแห่งนั้น ...

พ.อ. สมาน เล่าว่า เมื่อท่านได้เริ่มนั่งทางในตรวจดูนั้นเป็นเวลาประมาณ 00.30 น. การประกอบพิธีพรหมาภิเษกของเกจิอาจารย์ฝ่ายต่าง ๆ กำลังดำเนินอยู่และในการนั่งตรวจครั้งแรกนั้นพ.อ.สมานได้ตรวจถึงวิญญาณของพระอาจารย์ต่าง ๆ ที่มรณภาพไปแล้วว่าจะมีรูปใดมาในพิธีบ้าง ...

เมื่อนั่งหลับตาเข้าสมาธิแล้วสักครูก็เห็นว่าภาพในบริเวณเทวสถานมืดสนิทลงแล้วค่อย ๆ มีแสงสว่างจ้าเป็นประกายขึ้นโดยรอบ ทันใดนั้นก็เห็นภาพของพระอาจารย์ต่าง ๆ ปรากฏขึ้นทีละองค์ อาทิ หลวงพ่อแก้ว วัดเครือวัลย์ สมเด็จพระพุฒาจารย์โต พรหมรังสี วัดระฆังโฆษิตาราม หลวงพ่อศุข วัดปากคลองมะขามเฒ่า หลวงพ่อทวด วัดช้างไห้ หลวงพ่อโอภาสี อาศรมบางมด หลวงพ่อลี วัดอโศการาม และพระอาจารย์สำคัญองค์อื่น ๆ รวม 15 องค์ด้วยกัน และแต่ละองค์ได้บอกให้นายพันเอกแห่งกองทัพบกทราบว่าท่านจะได้มาร่วมในพิธีนี้ทุก ๆ วันจนเสร็จสิ้นพิธี 

ภายหลังจากได้ตรวจดูพระอาจารย์ต่าง ๆ จนทั่วถึงแล้ว พ.อ. สมานจึงได้เปลี่ยนเป็นตรวจดูเทพเจ้าที่มาในพิธีบ้าง หลังจากนั่งสมาธิก็ได้เห็นภายในบริเวณเทวสถานกลับมืดสนิทลงเหมือนครั้งที่แล้ว ชั่วครู่ต่อมาก็ปรากฏเป็นแสงสีเขียวรุ่งโรจน์ขึ้น แต่ไม่ปรากฏร่างของเทพเจ้าองค์ใดให้เห็น แต่จากแสงสีเขียวนี้ พ.อ.สมานทราบว่า เป็นแสงประจำองค์เทพเจ้าชั้นสูงหลายองค์ อาทิ
... พระนารายณ์ พระพิฆเณศวร์ และสมเด็จพระอัมรินทราธิราช ... 

ดังนั้นเพื่อจะขอทราบว่าเทพเจ้าองค์ใดในสามองค์นี้จะเป็นผู้เสด็จมา นายพันเอกจึงตั้งอธิษฐานขอให้ท่านเจ้าของแสงปรากฏพระองค์ให้เห็นด้วย ครั้นอธิษฐานเสร็จก็ค่อย ๆ ปรากฏร่างของเทพเจ้าองค์หนึ่งขึ้นราง ๆ และค่อย ๆ เด่นชัดขึ้นจนเห็นได้ถนัด เทพเจ้าองค์นี้มีทั้งหมด 4 กร จึงทราบได้ว่าเจ้าของแสงสีเขียวรุ่งโรจน์ที่เสด็จมานั้นคือ "องค์พระนารายณ์" หรือ "พระวิษณุเทพ" นั่นเอง พร้อมกันนั้นองค์พระนารายณ์ก็ได้ตรัสให้ พ.อ. สมานทราบเช่นเดียวกับพระอาจารย์องค์อื่น ๆ ...

ในการตรวจทางในขั้นสุดท้าย พ.อ.สมาน ได้ตรวจว่าเทพเจ้าขั้นพรหมนั้นจะมีองค์ใดเสด็จมาบ้าง ครั้นได้ทำสมาธิและปรากฏความมืดสนิทขึ้นมาแล้ว ก็ปรากฏแสงสีขาวนวลคล้ายสีของไข่มุกเป็นประกายรุ่งโรจน์ และพร้อมกับแสงสีที่ปรากฏขึ้นนั้น นายพันเอกแห่งกองทัพบกก็ได้เห็นภาพของพระพรหมองค์สมเด็จปรมาจารย์ฝ่ายพรหมศาสตร์เสด็จมาเอง...

เมื่อได้นั่งทางในตรวจเห็นบรรดาพระอาจารย์ต่าง ๆ รวมทั้งเทพเจ้าและพระพรหมองค์ใดที่เสด็จมาในพิธีแล้ว พ.อ.สมานจึงได้เขียนบันทึกมอบให้อาจารย์ทองแถม ศาสตระรุจิ ประธานฝ่ายพรหมศาสตร์เก็บไว้เป็นหลักฐาน 


ทั้งหมดนี้คือบันทึกที่มีขึ้นในปี พ.ศ. 2506 เป็นเรื่องอัศจรรย์ที่การเห็นการรู้ของหลาย ๆ ท่านตรงกันอย่างไม่น่าเชื่อ ทั้งท่าน พลโท สมาน วีระไวทยะ และอาจารย์ทองแถม ศาสตระรุจิแม้แต่การสร้างพระมหาเทพทั้งสามของวัดโกรกแก้ววงพระจันทร์ ซึ่งหลวงปู่ทิม อิสริโก วัดละหารไร่ เป็นผู้ปลุกเสก พระผงรูปพระนารายณ์ก็ยังใช้ "ผงสีเขียว" ในการสร้าง ซึ่งตรงกับสีรัศมีกายของพระองค์พอดี นับว่าผู้จัดทำมีความรอบคอบยิ่งนัก ...

แสดงให้เห็นว่าสิ่งที่เรามองไม่เห็นนั้น ไม่ได้แปลว่าไม่มี และบางสิ่งที่เราไม่เชื่อ ก็ไม่ได้แปลว่าจะไม่มีอยู่จริงเช่นกัน ...

... ถ้าเราไม่อยากได้อะไรจากใคร ก็จะไม่มีอะไรให้หมางใจกัน ...

...จากบทความของคุณ รณธรรม ธาราพันธุ์ ...
... หัวข้อกระทู้เรื่อง ...
... อัศจรรย์" วิชาพรหมศาสตร์ " อ.ทองแถม ศาสตระรุจิ ... 




... ในความเป็นจริงนั้น ครอบครัวของผมมีความสนิทชิดเชื้อกับคุณพ่อ ทองแถม ...
เป็นอย่างยิ่ง โดยเฉพาะคุณพ่อ และพี่ๆ ของผมได้ไปเยี่ยมเยียน คุณพ่อทองแถม
อยู่เป็นประจำ เพราะบ้านอยู่ไม่ไกลจากกันมากนัก [ บ้านผมอยู่ สุขุมวิทย์ ๔๙ ] ...
ในครั้งนี้ผมเห็นบทความของคุณ รณธรรม น่าอ่านยิ่งนัก จึงได้ขออนุญาตมาลงใน
ที่ีนี้ด้วยนะครับ ขอบคุณ ... สวัสดี ...

วันเสาร์ที่ 18 มกราคม พ.ศ. 2557

รำลึกถึงคุณลุงขุนพันธรักษ์ราชเดช





                                                     ... ขุนพันธรักษ์ราชเดช ...



... เมื่อตอนผมยังเยาว์วัย ราวๆในปี พ.ศ. ๒๕๐๐ เศษ  คุณลุงขุนพัน ฯ ซึ่งเป็นนาย
ตำรวจรุ่นพี่ของบิดาผม ได้มาเยี่ยมเยียนที่บ้าน [ ซอยกลาง ]  ในวันนั้นพอใกล้จะ
โพล้เพล้  คุณพ่อก็พาคุณลุงขุนพัน ฯ ... เดินอ้อมไปทางหลังบ้าน คือเรือนคนใช้ ...
ตัวผมเองก็ยังนั่งเล่นอยู่ในละแวกใกล้เคียงกันนั่น  สักพักใหญ่ผมก็ได้ยินเสียงร้อง
โหยหวนชวนให้ขนลุก ดังขึ้นมา ผมจึงวิ่งเข้าไปดูในที่เกิดเหตุ เห็นภาพคุณลุงขุนพัน 
กำลังยืนบริกรรมคาถา พร้อมกับซัดข้าวสารเสก อยู่พัลวัน คุณพ่อหันมาเห็นผมเข้า
ท่านก็บอกว่า" เด็กๆ ออกไปก่อนอย่ามาซนที่นี่ " 

... ป้าหริ คนรับใช้เก่าแก่ยืนอยู่ตรงนั้นรีบคว้าตัวผมออกมาทันที ระหว่างเดินออกมา
ผมก็ถามป้าหริว่า " มันเรื่องอะไรกันล่ะป้า "
ป้าหริก็ตอบมาว่า " ตรงหลังบ้านมีเด็กๆเห็นผีกันบ่อยๆ พอดีท่านขุนพัน ฯ   มา ...
คุณท่านก็เลยให้มาช่วยซัดข้าวสารเสกไล่ผีไปนะซีค่ะ คุณเอ็กซ์ "
ผมในตอนนั้นก็พอเข้าใจเรื่องราวได้พอสมควร [ โดยเฉพาะเรื่องผีๆ ] ...






...พอเสร็จจากเรื่องราวที่หลังบ้าน คุณพ่อก็พาคุณลุงขุนพัน ฯ  ไปที่ห้องพระ ...
คราวนี้ผมตามไปดูด้วยได้  ที่ห้องพระ มีรูปปั้นรัชกาลที่ ๑ เหมือนกับที่สะพานพุทธ
ไม่ผิดเพี๊ยน เรื่องของเรื่องก็คือ เมื่อสมัยที่คุณพ่อยังเป็นนายร้อยอยู่ มีคนเค๊าเอารูป
ปั้นนี้มาให้  เขาบอกว่าทำเพียงแค่ ๒ องค์ แต่แบ่งมาให้คุณพ่อ ๑ องค์ และก็มีเรื่อง
ประจวบเหมาะกล่าวคือ ก่อนที่คนจะเอารูปปั้นมาให้ คุณแม่ผมท่านฝันว่า ...



...ในฝันท่านเิดินอยู่ที่สะพานพุทธหน้ารูปปั้นรัชกาลที่ ๑ ทันใดนั้น รูปปั้นก็ตรัสออก

มาว่า " เอาลูกอมเราไปเลี้ยง แต่ห้ามไปบอกใครในเรื่องนี้เด็ดขาด " ...กล่าวเสร็จ
ก็เอาพระหัตถ์ล้วงเข้าไปในพระโอษฐ์ แล้วส่งลูกอมมาให้คุณแม่ ซึ่งในฝันคุณแม่
ก็ตกใจแต่ก็รับลูกอมไว้ ...หลังจากนั้นไม่กี่วันก็มีคนเอารูปปั้นรัชกาลที่ ๑ มาให้ถึง
ที่บ้าน และก็อีกไม่นานนักคุณแม่ก็ตั้งครรภ์ [ บุตรคนที่ ๓ ชื่อพี่อู๊ด ] อ้าวลืมบอกไป
ว่า ในฝันรัชกาลที่ ๑ ท่านห้ามบอกใคร แต่ความเป็นจริงคุณแม่บอกคุณพ่อเป็น
คนแรก และบอกทุกคนที่ท่านสนิทสนม ? ...







...พอพี่อู๊ดโตขึ้นมาก็ฝันอยู่บ่อยๆว่ามีคนตัวดำๆ ๒ คนมาพาตัวเหาะไปเที่ยวค่าย

ทหาร อยู่บ่อยครั้ง ...คราวนี้เรากลับกันมาที่คุณลุงขุนพัน ฯ   มาที่ห้องพระ ...
คุณพ่อก็พูดกับคุณลุงว่า " พี่พันธ ลองไปเข้าเฝ้า ร.๑ ทูลถามท่านว่าขาดเหลืออัน
ใดบ้างหรือไม่? " คุณลุงรับคำแล้วก็ หลับตานั่งทำสมาธิ อยู่ต่อหน้ารูปปั้นรัชกาล
ที่ ๑ ... สักครู่ใหญ่ท่านก็ลืมตาแล้วกล่าวว่า ...


" เมื่อกี้ผมเข้าไปเฝ้าท่านก็เจอองครักษ์ตัวดำๆ ๒ คนมาขวางจะไม่ให้เข้าเฝ้า ...
แต่เมื่อผมส่งกระแสจิตไปยัง ร.๑ ๒ คนนั่นถึงยอมให้เข้าเฝ้า " ...
ระหว่างเข้าเฝ้าคุณลุงบอกว่า รัชกาลที่ ๑ ได้ตำหนิว่าให้ลูกอมคุณแม่ผมไว้ให้
ช่วยดูแล แต่ห้ามไปบอกใคร แต่คุณแม่ก็ละเมิดสัญญาที่ให้ไว้ บอกคนไปทั่ว ...
เพราะฉะนั้นต่อไปคงต้องเกิดเภทภัยขึ้นแน่ๆ ...


...สิ่งที่เกิดขึ้นในปัจจุบันก็คือพี่อู๊ด [ พี่ชายคนที่ ๓ ] พี่ชายผมคนนี้มีพฤติกรรมที่

ไม่ค่อยปกตินัก ตอนเด็กๆก็น่ารักดีอยู่ แต่พอโตๆขึ้นมาก็กลายพันธ์เลี้ยงยากขึ้น
โดนสุนัขขบกัดบ้าง ผลาญเงินผลาญทอง ได้เมียขี้โกง เดือดร้อนกันไปหมด ...
แถมจิตใจคับแคบอีกต่างหาก คุณแม่ต้องเดือดเนื้อร้อนใจกับพี่ชายผมคนนี้ไม่
สิ้นสุด จนถึงในปัจจุบัน ...นับว่าเป็นอาเพศ สมดังที่รัชกาลที่ ๑ ท่านได้ตรัสไว้ ...
เรื่องราวที่กล่าวมานี้เป็นความจริงทั้งสิ้นมิได้แต่งเติมหรือให้ร้ายป้ายสีพี่ชายผม
แต่ประการใด ...ขออโหสิกรรมมาในที่นี้ด้วยครับ ...


...สรุปรวมคุณลุงขุนพันฯ มาเยี่ยมเยียนที่บ้านอยู่บ่อยครั้งที่ท่านต้องมากรุงเทพฯ 

ทุกครั้งที่เจอท่านๆก็จะทักทายผมเสมอว่า " หลานชาย เริ่มเป็นหนุ่มแล้ว " ...
ผมยังได้ที่คุณพ่อเล่าให้ฟังว่า เมื่อก่อนคุณลุงขุนพัน ฯ เวลาจะไปไปตัดเหล็กไหล
ทีไรมักชวนคุณพ่อไปด้วยอยู่บ่อยครั้ง แต่เนื่องจากไม่สะดวกเพราะถ้าจะไปกับ
คุณลุงขุนพัน ฯ ต้องใช้เวลาเดินทางอยู่หลายวันจึงจะเสร็จสิ้นภาระ ...





...สุดท้ายนี้ในใจของผมยังระลึกถึงคุณลุงขุนพัน ฯ อยู่เสมอมา ...อย่างไม่เสื่อมคลาย
ขอให้ดวงวิญญาณของคุณลุงขุนพัน ฯ จงบรรลุถึงเป้าหมายอันสูงสุดคือ " นิพพาน "
อย่างแน่แท้ ...สาธุ ...




วันจันทร์ที่ 23 ธันวาคม พ.ศ. 2556

ท่านถาม - เราตอบ






...คัดมาจากหนังสือ ท่านถาม - เราตอบ โดย ธ. ธรรมศรี ...

...เรื่องกรรม ...

... ถาม ... เพราะเหตุไร  พระพุทธเจ้าจึงสอนเรื่องกรรม ?

... ตอบ ... เพราะอัญญาณได้ครอบคลุมอินเดียไว้เสียหมด ประชาชนต่างทอดตัวต่อโชคชาตา
ขาดความก้าวหน้าในศีลธรรม  พระพุทธเจ้าทรงประสงค์จะเพิกอัญญาณนั้น  แล้วจุดประทีปดวง
ใหม่ซึ่งสว่างไสวด้วยเหตุผล  เพื่อประชาชนจะได้พ้นจากความงมงายต่างๆ   ลัทธิกรรมในพุทธ
ศาสนาเป็นความก้าวหน้าในด้านศีลธรรม  และแม้แต่หลักวิทยาศาสตร์ก็ต้องค้อมศรีษะลงรับรอง
ด้วยดุษณียภาพโดยไม่มีทางคัดค้าน ...

...เมื่อกล่าวถึงเรื่องวิทยาศาสตร์ ก็ควรที่จะทราบเสียก่อนว่าพุทธศาสนานั้นไม่แย้งกับวิทยาศาสตร์
  ที่กล่าวเช่นนี้ก็เพราะว่า วิทยาศาสตร์นั้นไม่ยอมให้นักศึกษาเชื่อด้วยไปทุกๆอย่าง ต้องตรวจสอบ
ค้นคว้าอย่างละเอียดถี่ถ้วนเสียก่อนแล้วจึงยอมให้เชื่อ ซึ่งหลักนี้แหละ เป็นมรรควิธีทางพุทธศาสนา
เหมือนกัน เมื่อเป็นเช่นนี้ หลักพุทธศาสนากับวิทยาศาสตร์จึงไม่แย้งกัน กล่าวโดยละเอียด ...

...วิทยาศาสตร์นี้มี ๒ อย่างคือ ...

๑. วิทยาศาสตร์ทางวัตถุธรรม

๒. วิทยาศาสตร์ทางนามธรรม

... วิทยาศาสตร์ทางวัตถุธรรมนั้น จะต้องอาศัยการทดลองทางวัตถุเพื่อตรวจสอบผล กล่าวคือ ...
เมื่อต้องการจะรู้ว่า หินประกอบด้วยธาตุอะไรบ้าง ก็ต้องอาศัยหลักการวิเคราะห์ กล่าวคือ ...
นักวิทยาศาสตร์นั้นจะเอาก้อนหินนั้นมาแยกธาตุดู [ เรียกว่าวิเคราะห์ ] ครั้งแล้วครั้งเล่าจนตอบ
ได้ว่า หินนั้นประกอบด้วยธาตุอะไรบ้าง ครั้นแล้วเขาจะทดลองใหม่อีก ด้วยเอาส่วนที่แยกออกจาก
กันนั้นมารวมกันเข้าใหม่ เพื่อดูผลว่า มันจะเป็นหินตามเดิมหรือไม่ วิธีหลังนี้ เรียกว่า สังเคราะห์ 

...พุทธศาสนาเป็นวิทยาศาสตร์ทางนามธรรม และมีวิธีการค้นคว้าเช่นเดียวกับวิทยาศาสตร์ทั่วไป
ดังนั้น พุทธศาสนาจึงเป็นวิทยาศาสตร์ ผู้ที่กระทำตามคำสอนของพระพุทธเจ้า ย่อมได้รับผล ...
สมควรแก่การปฏิบัติ ผู้หนึ่งผู้ใดจะปฏิบัติแทนกันหาได้ไม่ ...

... พระธรรมคุณที่ว่า ...

๑. พระตรัสไว้ดีแล้ว

๒. อันบุคคลเห็นเอง

๓. ไม่จำกัดกาลเวลา

๔. พิสูจน์ได้

๕. ควรน้อมเข้ามาหาตน

๖. รู้แจ้งได้เฉพาะตัวผู้ทดลองและกระทำตาม

...เหล่านี้ ย่อมเป็นหลักยืนยันความเป็นวิทยาศาสตร์ของหลักธรรมทางพุทธศาสนาได้เป็นอย่างดี
และเมื่อเราทราบเช่นนี้แล้วก็ควรศึกษาเรื่องกรรมต่อไป ...



                                                               ปฏิจจสมุปบาท


...คำว่า " กรรม "...หมายถึงการกระทำ ตลอดถึงปฏิกิริยา หรือผลสะท้อนของการกระทำด้วย...
ในทางพุทธศาสนา คำว่า " กรรม " การกระทำนั้นมุ่งเอาเจตนาเป็นใหญ่ ดังคำว่า ...
..." เจตนาหัง  ภิกขเว  กัมมัง วันทามิ " ...ดูก่อนภิกษุท้งหลาย! เราตถาคตกล่าวเจตนาว่าเป็น
กรรม ซึ่งทั้งนี้ย่อมหมายความว่า พุทธศาสนาถือทางสายกลาง แม้ในพระวินัย พระพุทธเจ้าจะทรง
ตราข้อปรับอาบัติแก่ภิกษุ แม้ไม่มีเจตนาจะล่วงละเมิดข้อห้ามต่างๆ แต่นั้นก็มิได้หมายความว่า ...
จะทรงเว้นจากทางสายกลางเสีย หากแต่ต้องทรงบัญญัติไว้เช่นนั้น เพื่อป้องกันการแก้ตัวของผู้มี
อัธยาศัยหยาบ ...

... ถาม ... กรรมนั้น หมายเอาดีหรือชั่ว ?

... ตอบ ...กรรมนั้นเป็นคำกลางๆ อาจดีก็ได้ อาจชั่้วก็ได้ ท่านเรียกฝ่ายดีว่า

...กุศลกรรม แปลว่ากรรมดี เรียกฝ่ายชั่วว่า ... อกุศลกรรม แปลว่ากรรมชั่ว ...

... ถาม ...หลักในพระพุทธศาสนาถือว่าที่จะเป็นกรรมนั้นต้องประกอบด้วยองค์เท่าไร ?

... ตอบ ...ต้องประกอบด้วยองค์ ๓ คือ ...

๑. มีผู้ทำ

๒. ทำด้วยเจตนา

๓. มีผลแก่ผู้ทำ

... ถ้าจะกล่าวโดยหลักวิทยาศาสตร์ มนุษย์เรานี้ก็เป็นเทหวัตถุ การเปลี่้ยนแปลงของเทหวัตถุ
ทั้งหลาย เป็นผลมาจากความเค้นหรือกริยาต่อต้านซึ่งกันและกัน ระหว่างเทหวัตถุกริยาและ ...
ปฏิกริยาบางชนิด ระหว่างเทหวัตถุอาจมีขี้นได้ แม้ว่าเทหวัตถุทั้ง ๒ ไม่อยู่ติดกัน เช่นแม่เหล็ก
ออกแรงดูดชิ้นเหล็ก ...

...นอกจากนี้ อาจมีกริยาและปฏิกริยาอีกหลายชั้นในระหว่างกริยาและปฏิกริยาอันหนึ่ง ...

... นิวตัน ... นักปราชญ์ทางวิทยาศาสตร์ได้วางกฏการเคลื่อนที่ของเทหวัตถุในเมื่อแรงภายนอก
เทหวัตถุทำกริยาต่อเทหวัตถุไว้ ๓ ข้อ คือ ...

... ข้อ ๑. แสดงถึงกริยาวัตถุในเมื่อไม่มีแรงภายนอกทำกริยาต่อเทหวัตถุนั้น กฏข้อนี้ เทหวัตถุทุกๆ เทหวัตถุจะอยู่ในสถานะอยู่นิ่ง หรือสถานะเคลื่อนที่ตามแนวเส้นตรงด้วยความเร็วคงตัวตลอดไป
จนกว่าจะมีแรงภายนอกมาทำกริยาต่อมัน สถานะนั้นๆของมันจึงเปลี่ยนไปได้ ...


...ข้อ ๒. แสดงถึงความสัมพันธ์ระหว่างแรงภายนอกกับมวลสารของเทหวัตถุว่าขณะที่แรง ทำกริยา
อยู่นั้นมีผลต่อการเคลื่อนที่ของเทหวัตถุอย่างไร กฏข้อนี้ว่า ...


" อัตราการเปลี่ยนแปลงฃอง ' การเคลื่อนที่ ' ของเทหวัตถุเป็นสัดส่วนกับแรงภายนอก และการ
เปลี่ยนแปลงนี้จะอยู่ในแนวเส้นตรงเดียวกันกับแนวทิศทางของแรง ซึ่งทำกริยาต่อเทหวัตถุนั้น "


... ข้อ ๓. เปรียบเทียบค่าของความเค้นสองชนิดคือ กริยาและปฏิกริยาพร้อมกับแสดงว่า แรงทั้ง
๒ นี้จะต้องเกิดขึ้นเป็นคู่กันอยู่เสมอ กฏข้อนี้ว่า ...

  " ย่อมมีปฏิกริยาต่อต้านกริยาทุกๆกริยาเสมอ กริยาและปฏิกริยานี้ ย่อมมีค่าเท่ากัน
และตามทิศทางตรงกันข้าม " 


...พิจารณาจากหลักวิทยาศาสตร์ที่กล่าวมานี้ เราจะเห็นได้่ว่า กรรมและปฏิกริยาย่อมยังผลให้สัตว์
ทั้งหลายเคลื่อนไหว และเมื่อมีกรรมก็ต้องมีปฏิกริยา หรือกล่าวอีกนัยหนึ่งว่า เมื่อมีเหตุก็ต้องมีผล
ตรงกันเสมอ ในทางวิทยาศาสตร์ กริยาและปฏิกริยาย่อมมีผลซับซ้อนหลายชั้น ยากแก่การสังเกต
ฉันใด ในทางพุทธศาสนา กรรมและผลของกรรมก็ย่อมมีซับซ้อนเช่นเดียวกันฉันนั้น ด้วยเหตุนี้จึง
มีผู้คิดหาเหตุผลแย้งเรื่องกรรมในพุทธศาสนาว่าไม่จริง ทั้งนี้เพราะผู้นั้นขาดความคิดพิจารณาหา
เหตุผล เอาแต่ความไม่ยอมเชื่อ ด้วยเห็นว่า ศาสนาเป็นเรื่องครึขึ้นมาพูดอ้าง แต่ความจริง ผู้นั้นครึ
กว่าหลักธรรม นี่เป็นเส้นผมบังภูเขาที่นักศึกษาสมัยใหม่ควรคิดไว้บ้าง ...


...วันนี้จบลงเท่านี้กันก่อน ... ผู้ใดสนใจอยากติดตาม ... ให้ไปหาหนังสือ ...

... ท่านถาม - เราตอบ ... โดย ธ. ธรรมศรี ...อ่านได้นะครับ ...สวัสดี ...







วันเสาร์ที่ 16 พฤศจิกายน พ.ศ. 2556

หลวงพ่อแถม สีลสังวโร พระอริยสงฆ์




                                                         
                                                         หลวงพ่อแถม สีลสังวโร

                                  ชีวประวัติโดยสังเขป


หลวงพ่อแถม นามเดิมท่านก็คือ ถาวร นามสกุล หนูสิงห์ เกิดวันที่ ๒๖ มิ.ย.พ.ศ.๒๔๘๕ ตรงกับวัน

ศุกร์ ขึ้น ๑๔ ค่ำ เดือน ๘ ปีมะเมีย บ้่านเลขที่ ๗๐ หมู่ที่ ๗ ตำบลห้วยทรายเหนือ อ.ชะอำ จ.เพชรบุรี
มีพี่น้องร่วมท้อง ๕ คน ท่านเป็นบุตรคนที่ ๓ ของครอบครัว นายถม นางมอม หนูสิงห์...

บรรพชา 


ท่านได้บวชเป็นสามเณร เมื่อวันที่ ๑๖ เม.ย.๒๔๙๙ อายุได้ ๑๔ ปี ที่วัดหนองกระทุ่ม อ.ปากท่อ

จ.ราชบุรี โดยมีพระครูขันตยารักษ์ [ ล.พ.ป่อง ] เจ้าอาวาสวัดหนองกระทุ่ม อ.ปากท่อ จ.ราชบุรี
เป็นพระอุปัชฌาย์ ซึ่งหลวงพ่อป่องนั้น ในอดีตถือได้ว่าเป็นพระเกจิอาจารย์นามกระเดื่องที่มีผู้
คนเคารพศรัทธามากรูปหนึ่งของ จ.ราชบุรี...ล.พ.แถมได้ศึกษาหนังสือขอมจาก โยมตาพรหม
ของท่านและ ล.พ.ป่อง จนมีความชำนาญสามารถอ่านออกเขียนได้เป็นอย่างดี บวชอยู่ได้ ๓ 
พรรษา สิ้นวาสนาหมดบารมีในการบวช ขอลาสิกขาบทออกมาช่วย พ่อ-แม่ ประกอบอาชีพอยู่
ระยะหนึ่ง แต่เนื่องจากท่านเกิดมาเพื่อที่จะบำรุงพระศาสนาโดยแท้จริง ดังนั้นท่านจึงต้องกลับ
เข้าสู่ร่มผ้า กาสาวพัสตร์อีกครั้งหนึ่ง และเป็นแบบถาวรมอบกายและใจถวายชีวิตเพื่อที่จะปฏิบัติ
ตามพระธรรมคำสั่งสอนของพระศาสดาโดยแท้...





หลวงพ่อแถมท่านได้เคยเล่าให้ข้าพเจ้าฟังว่า...เมื่อในอดีตที่ผ่านมามีอยู่ครั้งหนึ่ง 

ท่านเอารถยนต์ไปขนไม้ที่ทุ่งญวน อยู่ไม่ไกลจากวัดช้างแทงกระจาดไม่กี่กิโล ยาง
รถยนต์ได้เกิดระเบิดขึ้นมาไม้ก็อยู่เต็มรถแล้ว หมดทางที่จะแก้ไข จึงบอกคนขับรถว่า 
" ออกรถไปกัะนเถอะ มีเหตุอันใดก็อย่าไปสนใจเลย " เป็นอันว่าคนขับรถนั้นก็ว่านอน
สอนง่าย ขับรถออกมาจนถึงที่หมายปลายทางได้โดย...สวัสดิภาพ และในต่อมาบรรดา
ญาติโยมลูกศิษย์ลูกหาท่านบางคน เมื่อเจอ ล.พ.ท่านที่ไหน ก็มักจะเรียก ล.พ.ท่านว่า...
...หลวงพ่อยางตัน ...ติดปากกันมาโดยตลอด...

หลวงพ่อแถมท่านเป็นพระที่มีเมตตาสูง ญาติโยมมาหาท่านที่วัดจะให้ท่านทำอะไร 

ท่านก็จัดให้ตามประสงค์ทุกประการ เช่น รดน้ำมนต์คน พรมน้ำมนต์รถยนต์ ถอนของ
คุณไสย ปลุกเศกพระเครื่อง โอ๊ยจิปาถะเรื่องแต่ท่านก็ไม่เคยปฏิเสธ เลยสักรายเดียว...
ผมได้รู้จักคุ้นเคยท่านมาแล้ว ๔-๕ ปี ท่านเป็นพระสมถะ ที่บางคนว่าท่านพูดน้อย 
ผมว่าไม่จริงหรอก เพราะเมื่อผมไปกราบเยี่ยมท่านคราใด ท่านก็นั่งคุยอยู่กับผมเป็น
เวลานานนับ ช.ม.เลยทีเดียว [ น่าจะเป็นบางคนที่ท่านจะคุยด้วยมากกว่า ] 
ท่านเคยเล่าให้ผมฟังว่า ท่านเป็นศิษย์ของ ล.ป.จันทร์ วัดมฤคทายวัน... 

แต่ก่อนเริ่มแรกเดิมทีท่านก็สักยันต์ให้ผู้คนอยู่มากราย...แต่ คนเหล่านั้นก็เกิด...ฮึกเหิม 

ด้วย ยิง-ฟันไม่เข้า ไปเป็นโจรและผิดศีลกันมากมาย ล.ป.จันทร์จึงสั่งให้ ล.พ.แถม 
งดและยุติการสักยันต์ให้กับผู้คนอีกต่อไป ท่านก็ปฏิบัติตามคำสั่งสอนอย่างเคร่งครัด
 แต่ผมก็ไม่ละความเพียรในเรื่องนี้กล่าวคือเมื่อผมไปกราบเยี่ยมเยียนท่านครั้งใด 
ก็มักจะให้ท่านสักยันต์ให้ที่ศรีษะด้วยปากกาหรือดินสอ อยู่เสมอๆพร้อมกับให้ท่านกด
หนักๆ ในใจคิดว่า เลือดออกได้ยิ่งดีด้วยซ้ำ จนกระทั่งมีอยู่วันหนึ่ง เมื่อท่าน
ลงยันต์ให้ผมเสร็จ ท่านก็ปารภขึ้นมาว่า " ใช้ได้ๆแล้วทีนี้ " 
ผมฟังท่านพูดก็รู้สึกปิติขึ้นมาในทันที...คิดในใจอีกว่า...
...แสดงว่าครบสูตรของตัวอักขระแล้ว...

...อิทธิปาฏิหาริย์...


ผมจะเล่าให้ฟังสัก ๒-๓ เรื่องกันนะครับ เรื่องเป็นมาดังนี้คือ..

.
เรื่องที่ ๑.มีอยู่วันหนึ่งผมพาเพื่อนของผมมากราบล.พ.แถม ที่วัด ช้างแทงกระจาด เพื่อนผมเขาอายุรุ่นราวคราวเดียวกับ ล.พ.แถม ก็เลยคุยถูกคอกัน สุดท้ายก่อนจะกลับ ล.พ.แถม ก็เอาด้ายสายสิญจ์ผูกแขนให้เพื่อนผมก่อนจะกลับ...ท่านน่ารักมาก...หลังจากวันนั้นได้สัก ๒-๓ วัน มีอยู่วันนึง ณุ [ เพื่อนผม ] เขานั่งๆอยู่ ในครัว อย่างไม่คาดคิดมาก่อน มีดที่วางอยู่ที่ชั้นได้ล่วงลงมาแล้วพุ่งไปที่มือของ ณุ อย่างรวดเร็วและรุนแรง แต่ผลปรากฏว่าเฉียดไปเส้นยาแดงครับ...ไม่โดน...เหลือเชื่อจริงๆ ที่จริงน่าโดน...





เรื่องที่ ๒ มีอยู่วันหนึ่ง ณุ [เจ้าเดิม ] นั่งรถไปกับสันติภาพจะไปพัทยา [เล่าแบบรวบรัด ] 

ในระหว่างทางปรากฏว่ามีรถบรรทุกแหกโค้งพุ่งเข้ามาจะประสานงากับรถที่ ณุ นั่งไป
 แต่คุณพระช่วย เหมือนมีมือยักษ์ที่มองไม่เห็น ปัด หรือกระแทกทำให้รถบรรทุกคันนั้น
เบี่ยงเบนจากเป้าหมายเดิม ตรงดิ่งเข้าไปที่ข้างทางไม่ชนรถที่ณุนั่งไปดุจ ปาฏิหาริย์ 
เที่ยวนี้ ณุ คงพึ่งคิดได้จึงกล่าวขึ้นมาว่า " ล.พ.แถม ช่วยลูกมา ๒ ครั้ง ๒ ครา เลยนะี่ " 
ว่าแล้วก็ยกมือขึ้ท่วมหัว...สาธุ ...


เรื่องที่ ๓ ก็มีดังนี้ แฟนผมเขาทำกับข้าวทุกวัน แล้วเป็นคนไม่ชอบจะใส่พระ มักจะลืม

ใส่อยู่เสมอ แต่ว่าไม่เป็นไร เพราะที่ข้อมือยังมีสายสิญจ์ที่ ล.พ.แถม ให้มาสวมใส่อยู่
ตลอด ในวันนั้น แฟนผมเขาหั่นอะไรอยู่ จำไม่ได้รู้แต่ว่าพลาดไปโดนนิ้วมือเข้า ร้องลั่น
นึกว่าได้เลือดแล้ว ก้มลงดูปรากฏว่าไม่มีเลือดซักหยด...มองไปที่ข้อมือเห็นสายสิญจ์
อยู่ ก็ตระหนักได้ว่า...ที่แคล้วคลาดในครั้งนี้เกิดจากสายสิญจ์ของล.พ.แถม อย่างแน่นอน...

สรุปได้ว่า ญาติโยมทุกคนมีเรื่องเดือดร้อน อะไร ถ้ามาหา ล.พ.แถม ที่วัดช้างแทงกระจาด 

ทุกคนจะได้รับการปัดเป่าทุกข์นั้นๆลงได้อย่างแน่นอนไม่ผิดหวัง หรือแม้แต่จะนิมนต์ไปใน
ที่ต่างๆถ้าท่านว่างอยู่...ก็จะไม่ขัดศรัทธาต่อญาติโยมเป็นแน่แท้ เรื่องจะมาหาท่านก็ไม่ยาก
เมื่อดิ่งมาที่หัวหิน พอถึงชะอำ...ก็ขับรถต่อมา ดูป้ายวัดห้วยทรายใต้ ด้านขวามือดีๆพอถึงก็
เลี้ยวรถไป เลยวัดห้วยทรายใต้ไปจะไปเจอถนน by pass ให้ตรงไปอีกสักระยะก็จะเห็น
วัดช้างแทงกระจาดได้โดยง่าย หน้าวัดจะมีรูปปั้นช้างอยู่ตัวเบ้อเร่อ อยู่ทางเข้าหน้าวัด...





เคล็ดลับพิเศษ...หลังจากไปกราบ ล.พ.แถม ทุกครั้ง พอกลับมามักมีโชคลาภ ความสำเร็จ สิ่งดีๆ

เข้ามาในชีวิต ในทุกครั้งที่ไปกราบกราน ล.พ.แถมท่านเสมอมา...สวัสดี...ครับ...













วันจันทร์ที่ 2 กันยายน พ.ศ. 2556

กำเนิดหลวงปู่คำ




                                           หลวงปู่คำ

...พุทธศักราช ๒๔๓๖ ปีมะเส็ง ตรงกับ ร.ศ. ๑๑๒ [ จ.ศ. ๑๒๕๕ ] เป็นปีที่ ๒๖ในรัชสมัย
พระบาทสมเด็จพระจุลจอมเกล้าเจ้าอยู่หัว พระพุทธเจ้าหลวงแห่งกรุงรัตนโกสินทร์ณ.
บ้านตำบลหนองแก อ.หัวหิน จ.ประจวบคีรีขันธ์ ครอบครัวของนายอิ่มและนางแจ้งสุขศรี
 ได้ให้กำเนิดเด็กชายคนหนึ่งขึ้นมา ซึ่งมีรูปร่างหน้าตาผิวพรรณวรรณะต่างๆล้วน
ประกอบด้วย บุคลิคลักษณะของผู้มีบุญญาธิการ บิดามารดาจึงนำเด็กชายผู้นั้นไปยก
ให้เป็นบุตรบุญธรรมของหลวงปู่นาค วัดหัวหิน ยอดพระเกจิอาจารย์ผู้มีความเชี่ยวชาญ
เป็นเลิศด้าน วิปัสสนากรรมฐานและทรงคุณวิเศษอย่างสูงทางไสยเวทย์วิทยา เป็นที่
เคารพนับถือของชาวหัวหินและพุทธศาสนิกชนทั่วไป...


...หลวงปู่นาค วัดหัวหินได้ตั้งชื่อเด็กชายคนนั้นว่า " ทองคำ " เพื่อให้สอดคล้องกับนาม
ของท่านคือ " นาค " แต่ผู้คนทั่วไปกลับพอใจที่จะเรียกเด็กชายทองคำว่า " คำ "เด็กชายทองคำได้รับการศึกษาขั้นพื้นฐานโดยเรียนหนังสือไทยและหนังสือขอมที่วัดหัวหินเช่น
เดียวกับการศึกษาเล่าเรียนของกุลบุตรธิดาทั้งหลายในยุคสมัยนั้น ทั้งนี้เพราะ วัดเป็นแหล่งศึกษาวิชาการของคนไทยมาแต่โบราณ วัดทางพระพุทธศาสนามีความสัมพันธ์กับวิถีชีวิตความเป็นอยู่ของคนไทยตั้งแต่เกิดจนตาย เด็กชายคำ สุขศรี หัดอ่าน หัดเขียนหนังสือไทย หนังสือขอม จนแตกฉาน โดยมีพระภิกษุสงฆ์สำนักวัดหัวหินเป็นครู ถ่ายทอดวิชาความรู้ให้ตามสมัยนิยม เด็กชายคำ สุขศรี ในวัยเด็กเป้นผู้มีสติปัญญาและไหวพริบ...
ปฏิภาณเป็นเลิศ จึงเรียนรู้สรรพวิชาต่างๆได้อย่างรวดเร็วและมีความเชี่ยวชาญเป็นพิเศษ... 


...กระทั่งย่างเข้าสู่วัยหนุ่มเป็นชายฉกรรจ์รูปร่างล่ำสันใหญ่โตเหมือนคนโบราณทั่วไป
พ.ศ. ๒๔๕๙ อายุได้ ๒๓ ปี จึงก้าวเข้าสู่ร่มกาสาวพัสตร์ด้วยการอุปสมบท ณ.พระอุโบสถ
วัดหัวหิน เวลาประมาณบ่ายโมงตรง โดยมีพระครูวิริยาธิการี [ หลวงปู่นาค ] วัดหัวหินเป็น
พระอุปัชฌาย์  พระครูธรรมโสภิต [ หลวงพ่อเปี่ยม ] วัดเกาะหลัก ซึ่งต่อมาได้รับพระราช
ทานสมณศักดิ์ที่พระสุเมธีวรคุณ เจ้าคณะจังหวัดประจวบคีรีขันธ์ เป็นพระกรรม
วาจาจารย์ พระอาจารย์ละม้าย อมรธัมโม วัดหัวหินเป็นพระอนุสาวนาจารย์...


...หลวงปู่คำ สุวัณณโชโต ได้เล่าประวัติของท่านให้บรรดาลูกศิษย์ทั้งหลายได้รับฟัง
ด้วยความทรงจำที่แม่นยำล้ำลึกพิสดาร ลำดับเรื่องราวต่างๆ ได้อย่างถูกต้อง ทั้งที่กาย
สังขารของท่านมีอายุครบ ๑๐๐ ปีเต็ม โดยท่านได้เล่าว่า หลังจากที่ได้อุปสมบทแล้ว
 ได้อยู่จำพรรษาณ.สำนักวัดหัวหิน ปฏิบัติรับใช้หลวงปู่นาค ผู้เป็นพระอุปัชฌาย์อย่าง
ใกล้ชิด ในฐานะที่ท่านเป็นสัทธิวิหาริกอันเตวาสิกของหลวงปู่นาค ดังนั้นท่านจึงได้รับ
การถ่ายทอดวิชาความรู้ตามสมัยนิยม คือศึกษาด้าไสยเวทวิทยา ควบคู่กับการฝึก
สมาธิเจริญวิปัสสนากรรมฐานเบื้องต้นหลวงปู่คำ สุวัณณโชโต ได้ปฏิบัติศาสนกิจอย่าง
เคร่งครัด พร้อมทั้งศึกษาพระธรรมวินัยต่างๆด้วยตัวของท่านเอง ไม่มีการสอบนักธรรม
ตรี โท เอก เหมือนในปัจจุบัน...


               หลวงปู่คำ เป็นผู้ทรงคุณด้านวาจาศักดิ์สิทธิ์


...เมื่อปี พ.ศ. ๒๕๑๗ เวลาประมาณ ๒๑.๐๐ น. ขณะที่หลวงปู่กำลังเจริญวิปัสสนา
กรรมฐานอันเป็นวัตรปฏิบัติอย่างสม่ำเสมอของท่าน หลวงตาจ่ายพระลูกวัดหนองจอก
ได้ต้มน้ำร้อนเพื่อไปถวายท่าน เมื่อหลวงปู่คำเจริญภาวนาเสร็จแล้วก็ลุกเดินมาหา
หลวงตาจ่าย พร้อมทั้งชวนให้หลวงตาเดินไปที่ศาลาหลังใหญ่ ท่านได้ชี้ให้หลวงตา
จ่ายมองไปที่หอระฆัง ขณะนั้นมีคนร้ายจำนวน ๓ คน กำลังขโมยถอดระฆังลงมาใส่
ท้ายรถปิคอัพ หลวงตาจ่ายตกใจ...จะตะโกนเรียกพระและศิษย์วัดช่วยกันจับขโมย 
หลวงปู่คำได้ห้ามไว้แล้วท่านก็พูดขึ้นมาลอยๆว่า "ไม่ต้องจับหลอกช่างมันเถอะ เดี๋ยว
ระฆังมันก็กลับมาเอง " หลวงตาจ่ายได้ยินก็แปลกใจยังย้อนถามหลวงปู่ว่า มันเอา
ไปแล้วจะกลับมาได้อย่างไร หลวงปู่ท่านก็ว่า เถอะน่า ช่างมัน...วายร้ายทั้ง ๓ คนขับ
รถหนีไปทางหัวหินมุ่งหน้าสู่จังหวัดเพชรบุรี ก่อนถึงเพชรบุรีรถได้เกิดอุบัติเหตุยาง
แตกเสียหลักพลิกคว่ำลงข้างทาง คนร้ายตาย ๑ คน และบาดเจ็บสาหัส ๒ คนเจ้าหน้า
ที่ตำรวจสอบสวนแล้ว จึงได้นำเอาระฆังมาส่งคืนให้วัดหนองแกตามวาจาสิทธิ์ของ
หลวงปู่คำ เรื่องนี้ชาวหัวหินเล่าขานสืบต่อกันมาถึงทุกวันนี้ และตั้งแต่นั้นมา ไม่เคย
มีขโมยเข้ามาลักของในวัดหนองแกอีกเลย ด้วยกลัววาจาสิทธิ์ของหลวงปู่คำนั่นเอง...


...ประสบการณ์ของคุณสังวร ป้อมเพชร ชาวบ้านเขาตะเกียบเป็นนักธุระกิจจัดสรรที่ดิน
โดนคู่อริดักยิงในระยะเผาขน แต่คลาดแคล้ว เพราะเป็นลูกศิษย์คนหนึ่งของหลวงปู่
 คุณสังวร...ป้อมเพชร จึงได้มาอาบน้ำมนต์สะเดาะเคราะห์ต่อชาตากับหลวงปู่คำ 
หลวงปู่คำท่านทราบเรื่องที่เกิดขึ้นจึงปรารภขึ้นมาว่า " ไอ้ง่อย เรื่องนิดเดียวก็จะฆ่าคน " เท่านั้นเองต่อมาไม่นานศัตรูของนายสังวร ป้อมเพชร ก็มีอันเป็นไปถึงขนาดพิการ
เป็นง่อยและเสียชีวิตในเวลาต่อมาทั้งนี้เนื่องจากผลกรรมที่ได้กระทำไว้นั่นเอง...


...เคยมีคนพูดจาบจ้วงล่วงเกินหลวงปู่ กล่าวหาว่าท่านไม่ยอมพัฒนาวัดเหมือนอย่าง
เจ้าอาวาสวัดอื่นๆทั้งๆที่หลวงปู่ท่านมีเหตุผลคือ ท่านได้สร้างเสนาสนะสงฆ์ไว้พอสม
ควรแล้วและไม่อยากรบกวนญาติโยมสาธุชน ท่านเป็นพระสันโดษมักน้อย ไม่ยินดี
ยินร้ายในลาภสักการะและสมณศักดิ์ทั้งหลาย เมื่อมีคนพูดจาตำหนิติเตียนท่านๆก็
ไม่ได้ถือโทษโกรธแค้นท่านเพียงแต่พูดว่า " ช่างมันเถอะ มันพูดได้อีกไม่กี่วัน ก็จะ
ไม่ได้พูดแล้ว " ผลก็คือเดือนกว่าๆ เท่านั้น ผู้ที่กล่าวหาให้ร้ายท่านก็มีอันเป็นไปถึง
กับเสียชีวิต เรื่องนี้ชาวหัวหินทราบกันดี...


...ทุกวันนี้ไม่มีใครกล้าเสี่ยงที่จะไปรบกวน หรือทำให้ท่านเดือดร้อนรำคาญใจ ทั้งที่
ท่านเป็นพระใจดีมีเมตตาธรรมและคุยสนุก แม้แต่พระลูกวัดหนองแก ถ้าหลวงปู่ไม่
เรียกหา ก็ไม่เข้าไปใกล้เหมือนกัน จึงปล่อยให้หลวงปู่อยู่ตามลำพังตามวิสัยของท่าน
โดยมีหลวงพ่อเภาฐานจาโร เจ้าอาวาสวัดเขาใหญ่ ซึ่งเป็นวัดที่อยู่ในการปกครองดูแล
ของหลวงปู่คำ มาจำวัดเป็นเพื่อนในตอนกลางคืน และมีหลานสาวของหลวงปู่ชื่อ 
นางเล็กมาปรนนิบัติรับใช้ในเรื่องที่จำเป็น เพราะขณะนี้หลวงปู่คำท่านชราภาพมาก
แล้วเคลื่อนไหวตัวเองไม่ได้เหมือนก่อนแต่ความจำ สายตา และสมาธิวิทยาคมของ
ท่าน ยังมีประสิทธิภาพยอดเยี่ยมทั้งที่ท่านมีอายุยืนยาวถึง ๑๐๐ ปี ...


...ในตอนนี้ ณ.ปัจจุบันนี้ท่านได้ละสังขารไปแล้ว 


...ติดตามอ่านประวัติของหลวงปู่คำได้อีกที่...

http://www.pnt19.com/default.asp?content=contentdetail&id=8094





วันพฤหัสบดีที่ 27 มิถุนายน พ.ศ. 2556

พยากรณ์ประจำเดือน ก.ค. ๒๕๕๖


                                                                                 อ.ธนเทพ ปฏิพิมพาคม

...พยากรณ์ตั้งแต่วันที่ ๑ ก.ค..๒๕๕๖ ถึง ๓๑ ก.ค.๒๕๕๖...

ชาวราศีเมษตั้งแต่วันที่ ๑๓ เม.ย.ถึง ๑๓ พ.ค.

การงาน...มีแนวโน้มว่าจะมีงานใหม่ในเรื่องเก่าคือ เป็นงานที่ได้เคยเกริ่นเรื่องกันมาแล้ว...
ซึ่งเงียบหายไปแล้วก็จะกลับเข้ามาใหม่อีกวาระหนึ่ง...แล้วก็จะมีงานใหม่จริงๆเข้าอีกสายหนึ่ง 
เข้ามาให้เราต้องตัดสินใจว่าจะทำหรือไม่ทำ อะไรประเภทนี้แหละ ค่อยคิดค่อยทำเดี๋ยวดีเองจ้า...
การเงิน...เดือนนี้เข้ามาง่ายดายหน่อยไม่ปวดหัว ดีกว่าเดือนก่อนๆแน่นอน มีรายรับเพิ่มขึ้น
 ผลประโยชน์จากการทำงานร่วมก็เกิดผลดีอย่างน่าพอใจ.....รวมๆ ตอบว่า เงินเข้ามาได้ดีมีระเบียบ
 และรวดเร็วกว่าแต่ก่อน...
ความรัก...คนรักเริ่มเติมความสุขให้ในครอบครัว โดยการดูแลและเอาใจใส่ในสิ่งแวดล้อมต่างๆเช่น ครอบครัว บ้านที่อยู่อาศัย ยวดยานพาหนะ ไม่ตกหล่น ร่าเริง แจ่มใส อารมณ์ดีฯลฯ ทำให้เหตุการณ์ตึงเครียดต่างๆที่เคยมี ก็กลับมามีความสุขและสันติภาพได้อีกครั้งหนึ่ง...
สุขภาพ...ให้ระวังโรคปวดหลังจะถามหา...และพวกที่เกี่ยวกับระบบเลือดก็ควรดูแลเอาใจใส่เป็นพิเศษ โรคปวดหัวไมเกรน ก็พยายามพกหยูกยาติดตัวไปด้วยอย่าให้ขาด...จะได้หยิบฉวยใช้ได้ทันท่วงที...
ลาภผล...ถ้าเป็นการเสี่ยงโชคก็ให้ลองตามหาเลขที่เกียวกับ บ้านหรือ ยวดยานพาหนะไว้บ้างก็น่าจะ
เฮงกันได้บ้าง ส่วนพวกที่ทำเกี่ยวกับที่ดินหรือ อาคาร มีสิทธิ์ได้เฮกันแน่ๆในเดือนนี้...ครับ...

ชาวราศีพฤษภตั้งแต่วันที่ ๑๔ พ.ค.ถึง ๑๓ มิ.ย.

การงาน...เรื่องราวที่ติดขัดหรือยังไม่ได้สะสางให้เสร็จสิ้นเป็นที่เรียบร้อยนั้น...พอมาถึงกลางเดือน
 ก.ค.นี้ ทุกสิ่งทุกอย่างในเรื่องการงานการเริ่มเข้าเรื่องเข้าราวขึ้นมาอย่างสบายๆ  ไม่ลำบากลำบน
เหมือนเดือนก่อน อย่างที่เขาเรียกกันว่า"งานเข้า" เลยทีเดียว...จ้า...
การเงิน...ช่วงนี้หมุนเวียนดีขึ้นมามาก ค่อยโล่งใจหน่อย แถมมีรายได้พิเศษเพิ่มขึ้นมาอีก ก็จะได้
จากการแบ่งปันผลประโยชน์ ส่วนแบ่ง หรือได้จากลูกค้าเจ้าประจำ และได้จากลูกค้าใหม่ๆ... 
ก็ดีอยู่...จะได้ไม่เครียดกันสักทีีละครานี้...
ความรัก...แหมช่วงนี้ดีจัง คนรักเริ่มเอ่ยปากถามถึง สารสุข ทุกข์ดิบ ถามไถ่ในเรื่องเงินและยังยื่นมื่อ
เข้ามาช่วยเหลืออีกด้วย...น่ารักจริงๆ น่าปลื้มใจมาก...และนอกจากคนรักแล้ว ก็ยังมีญาติ มิตร 
ทั้งหลายก็ให้ความร่มมือในทุกด้านอย่างแข็งขันทันใจอีก...ใจมาเป็นกองเลยทีเดียว...
สุขภาพ...ก็ดีขึ้นมาตามลำดับ จากที่เคยเครียดกันมา ก็เริ่มผ่อนคลายลงไปมาก...
ทำให้สุขภาพร่างกายที่เคยเป็นเกี่ยวกับเส้นสาย หรือหัวเข่า ก็เริ่มฟื้นฟูกลับมาสู่สภาวะปกติได้
อีกครั้งหนึ่ง...
ลาภผล...พอมีอยู่ จะได้จากคนที่อยู่ต่างถิ่นต่างแดนมาเยี่ยมเยียนและมีของกำนัลติดไม้ติดมือมาฝากเรา...เรื่องการเสี่ยงโชคควรงดก่อนดีกว่า...ครับ...