วันพุธที่ 13 มิถุนายน พ.ศ. 2555

Richard Wagner กับ เลข ๑๓

ริชาร์ด วากเน่อร์ เป็นนักแต่งเพลงอุปรากรของประเทศเยอรมัน ซึ่่งมีความสัมพันธ์เกี่ยวข้องกับเลข ๑๓ อย่างชิดเชื้อ เพราะตลอดชีวิตของเขามักจะต้องพัวพันและเกี่ยวข้องกับเลข ๑๓ อยู่เสมอ ดังที่จะกล่าวต่อไปนี้คือ

๑.ชื่อเขามีอักษรนับได้ ๑๓ ตัวคือ Richard Wagner

๒.เขาเกิด ค.ศ.๑๘๑๓ บวกกันแล้วได้ ๑๓ ตัว

๓.เขาแต่งเพลงโอเปร่าทั้งหมดรวม ๑๓ เรื่อง


๔.เขาหนีออกจากเมืองเคลสเวน ถึงบ้านฟรันซ์ลิสก์ เพื่อนนักแต่งเพลงชาวฮังกาเรียน เมื่อวันที่ ๑๓ พ.ค. และในวันที่ ๑๓ ต.ค.ฟรันซ์ลิสก์มาเยี่ยมเขาที่ซูริค


๕.เพลง"ตันเฮกเซอร์"แต่งเสร็จเมื่อวันที่ ๑๓ เม.ย.และถูกนำออกแสดงครั้งแรกในปารีส วันที่ ๑๓ มี.ค.
ต่อมาในวันที่ ๑๓ ส.ค. เพลงนั้นถูกบรรเลงที่นครไบรุทเป็นครั้งแรกอีก


๖.เขาถูกเนรเทศออกจากประเทศเยอรมันด้วยเรื่องเกี่ยวกับการเมืองเป็นเวลา ๑๓ ปี


๗.มหาอุปรากรเรื่องโลเฮนกวิน ซึ่งมีชื่อเสียงแต่งเสร็จไว้นานแล้ว เขาพึ่งมีโอกาสได้ฟังครั้งแรกหลังจากแต่งเสร็จ ๑๓ ปี


๘.เขาแต่งงานกับ"โคสิมา" ภรรยาคนที่สอง อยู่กันได้เพียง ๑๓ ปี


๙.เพลง"ปาร์ซิฟัล"ลงมือแต่งตอนที่ ๑๓ ในวันที่ ๑๓ ต.ค.แต่งจบในวันที่ ๑๓ ม.ค. ต่อจากนั้น๑๓ เดือน
เขาก็ถึงแก่กรรมที่เมืองเวนิช


๑๐.เมื่อเขาถึงแก่กรรม บุตรของเขาชื่อ "ซิกฟริตนี" อายุได้ ๑๓ ปีพอดี




๑๑.โคสิมาภรรยาของเขาถึงแก่กรรม ค.ศ.๑๙๓๐ บวกกันได้ ๑๓ ตัวพอดี ซิกฟริตนีบุตรของเขาเหมือนบิดาคิอ แต่งเพลงทั้งหมดได้เพียง ๑๓ บทเท่านั้น

วันจันทร์ที่ 11 มิถุนายน พ.ศ. 2555

วิธีแก้เคล็ดเกี่ยวกับครุฑ





"ครุฑ"เป็นสัตว์หิมพานต์ในเทพนิยาย เป็นพญานกที่มีรูปครึ่งมนุษย์ครึ่งนกอินทรีย์ เป็นเทพพาหนะของพระวิษณุ เป็นโอรสของพระกัศยปะมุนีและนางวินตา เป็นสัตว์แห่งเทพที่ทรงอำนาจ บารมีและยังเป็นตราแผ่นดินของพระมหากษัตริย์ เป็นสิ่งศักดิ์สิทธิ์ที่ผู้คนต่างยกย่องนับถือ และให้ความเคารพ ส่วนใหญ่"ครุฑ"จะถูกติดตั้งไว้หน้าบริษัท ธนาคาร สถาบัน หรือองค์กรที่มีขนาดใหญ่


   มีความเชื่อกันว่าถ้าบ้าน ร้านค้าใดมี"ครุฑ"อยู่ในด้านตรงข้าม จะทำให้เกิดผลร้ายส่งผลให้กิจการล้มเหลวขายของไม่ดี ล่มจม ขาดทุนๆลๆ อันที่จริงแล้ว"ครุฑ" เป็นสิ่งศักดิ์สิทธิ์ที่คนเคารพบูชาสิ่งศักดิ์สิทธิ์ที่ไหนจะไปทำร้ายคนโดยไม่มีเหตุผล ที่ได้ฟังมาประเภทที่กิจการล้มเหลว มักจะเป็นกรณีที่ไปท้าทายหรือคิดร้ายเช่น ติดยันต์รูปเกาทัณฑ์เล็งไปที่ครุฑ หรือว่าทำป้ายสามเหลี่ยมพุ่งไปหาครุฑ


   โดยหลักการแล้ว การที่เราไปอยู่ด้านตรงข้ามกับพลังที่เหนือกว่า ย่อมส่งผลให้เราดูด้อยลงไปอยู่แล้ว อย่าลืมว่าอาคารที่ติดครุฑได้ ส่วนใหญ่จะเป็นอาคารขนาดใหญ่เช่นธนาคาร หรือบริษัท ห้างร้านใหญ่ๆ
ถ้าเราเป็นร้านค้าเล็กๆไปอยู่ตรงข้าม  ย่อมจะมีผลให้ดูด้อยกว่าแน่  มีกรณีที่น่าศึกษาอยู่เรื่องหนึ่งซึ่งเกี่ยวข้องกับ"ครุฑ"ว่ามีคู่กรณีกันระหว่างธนาคารกับห้างสรรพสินค้าใหญ่ห้างฯหนึ่ง ครุฑจากธนาคารเล็งเข้าไปที่ห้างฯ  ทางห้างฯได้ใช้วิธีแก้โดยการติดรูปปั้นคนถือเกาทันฑ์เล็งศรไปที่ครุฑ ธนาคารก็แก้กลับโดยการตั้งป้อมปืนใหญ่{จำลอง} ๕ กระบอกเล็งสวนกลับไป ปรากฏว่าเจ๊งทั้งคู่ ต้องเลิกกิจการไปในที่สุด


   หลักฮวงจุ้ยบอกไว้ว่า  หากเราจะต้องปะทะกับสิ่งศักดิ์สิทธิ์ที่แรงกว่า  การแก้ไขอย่าใช้วิธีปะทะตอบ 
วิธีที่ดีที่สุดในกรณีที่มีครุฑอยู่ตรงข้ามร้าน บ้านคือ๑.การหารูปพระบรมฉายาลักษณ์ในหลวงของเราหรือจะเป็นเสด็จพ่อ ร.๕ ก็ได้ มาวางไว้ตรงประตูทางเข้าร้าน เพราะครุฑคือตราแผ่นดินของพระมหากษัตริย์
 ย่อมจะไม่ทำร้าย ๒.ธรรมชาติของครุฑชอบต้นไม้และความสวยงาม  ถ้าบริเวณหน้าบ้านหรือ ชั้น ๒ มีบริเวณพื้นที่พอ ปลูกต้นไม้ที่มีดอกสีสวยสดสวยงามนับเป็นการแก้ไขที่ดีเพราะ "ครุฑ"ชอบต้นไม้ที่มี  สีสันสวยงาม ๓.หารูปปั้นสิงห์โตตัวใหญ่ หันประจัญหน้ากับครุฑ สิงห์โตเป็ฯตัวแทนของเจ้าป่า ส่วนทาง
"ครุฑ"เป็นสัญลักษณ์ของเจ้าเวหา ในเมื่อเทียบศักดิ์ศรีแล้ว ถือว่าทัดเทียมกันไม่ทำร้ายกันแน่นอน


  

กายทิพย์





  กายทิพย์คืออะตอมในสรีระร่างกายของมนุษย์ที่แยกตัวออกจากเซลล์ของสรีระร่างกาย
 เพราะภายในสรีระร่างกายของมนุษย์นั้น จะประกอบด้วยเซลล์ต่างๆ เซลล์เหล่านั้นก็จะมี
อะตอมอยู่เมื่อบุคคลใดฝึกตนถูกหลักวิธี  อีกทั้งยังมีความรู้ที่ถูกต้อง  ฝึกตนได้ถึงระดับหนึ่ง 
ก็จะสามารถแยกอะตอมภายในร่างกายของตนเองได้ ซึ่งอะตอมที่แยกตัวนั้น อาจจะเป็นไป
โดยอัตโนมัติ ...หรืออาจสามารถบังคับแยกอะตอมได้ ...

  กายทิพย์เป็นอะตอม ดังนั้นจึงโปร่งแสง แต่ก็ยังสามรถมองเห็นได้ด้วยตาเปล่า กายทิพย์
จะคงรูปอยู่ครบถ้วนหรือไม่  ก็ขึ้นอยู่กับการฝึกตน ในที่นี้หมายถึงมองเห็นเป็นรูปร่างครบถ้วน  
กายทิพย์สามารถเคลื่อนที่ เคลื่อนย้ายได้ กล่าวคือ กายทิพย์สามารถเคลื่อนย้ายหรือเคลื่อน
ที่ไปได้ตามใจนึก ...ซึ่งก็ขึ้นอยู่กับความรู้ ความเข้าใจ และวิธีการฝึกตนที่ถูกต้อง ดังนั้นผู้ที่มี
กายทิพย์ส่วนใหญ่แล้วจะเป็นผู้ที่ฝึกตนดี และมีสมาธิที่ดีแล้ว...

  กายทิพย์เกิดขึ้นได้สำหรับผู้ที่ฝึกตนดีแล้ว มีความรู้ที่ถูกต้อง จึงจะสามารถมีกายทิพย์ได้
 ดังนั้นกายทิพย์ สามารถที่ะเกิดขึ้นได้ทุกเวลาที่ต้องการ บางครั้งจะเกิดขึ้นเองโดยอัตโนมัติ 
แด่บางครั้งก็สามารถกำหนดให้เกิดขึ้นได้ตามใจนึกของบุคคลนั้นๆ...

  กายทิพย์เมื่อถอดออกมาใหม่ๆนั้นจะโปร่งแสง  หากฝึกต่อไปอีก กายทิพย์จะค่อยๆทึบแสงลง
 เห็นเหมือน กายเนื้อมากขึ้น เรียกว่ากายหยาบ และเมื่อนำกายหยาบนั้นมาเข้าปลงอสุภะ ด้วยการ
ถอดจิตครั้งแล้วครั้งเล่า ก็จะละลายกิเลสภายในกายได้ ทำให้กายหยาบลอกคราบออกไปเป็น
ชั้นๆละเอียดขึ้นตามลำดับ ครั้นเมื่อตายลงเมื่อใด กายทิพย์อันละเอียดก็จะแยกออกจากกายเนื้อ 
ไปเกิดเป็นเทพ ...พรหม สำหรับกับคนที่ไม่ได้ฝึกถอดจิตละลายกิเลสแล้ว กายทิพย์ก็จะหยาบ  
ต้องไปเกิดเป็นเทวดาชั้นต่ำ หรือว่าเป็น ผีเปรต อสุรกาย ตามกรรมวิบากของตนที่สร้างมา...

  กายทิพย์ของคนเรานั้นเมื่อตายลง กายทิพย์จะแยกกับร่างออกไปเกิดใช้กรรม ตามวาระ
วิบากกรรมของตนที่ได้สร้างมา ไม่ว่ากรรมดีหรือกรรมชั่ว ไม่มีวันสิ้นสุด จนต่อเมื่อเข้าสู่
แดนนิพพานเท่านั้น จึงจะไม่ต้องกลับมาเกิดอีก...




วันอาทิตย์ที่ 10 มิถุนายน พ.ศ. 2555

พระอาทิตย์ทรงกลด

ในบางครั้งที่เรามองดูดวงอาทิตย์บนท้องฟ้า จะเห็นมีดวงอาทิตย์หลายๆดวงซ้อนกันอยู่  มีขนาดโตกว่าปกติ และมีรังสีรุ้งพร่างพราวเป็นรัศมีสวยงามมาก ขอให้เข้าใจได้ว่า ภาพดวงอาทิตย์ที่เราเห็น ที่จริงมีอยู่เพียงดวงเดียว ก็คือดวงที่อยู่ตรงกลาง  ซึ่งมีความสดใสมากที่สุด ส่วนขนาดที่โตออกไปนั้น เป็นภาพที่สะท้อนออกไป ทำให้เกิดมีรัศมีโดยรอบ เรียกว่า "พระอาทิตย์ทรงกลด"

ปรากฏการณ์พระอาทิตย์ทรงกลด   เกิดขึ้นจากบรรยากาศของโลกในชั้น  "โทรโพสเฟียร์"  ซึ่งเป็นบรรยากาศชั้นล่างสุด และเป็นที่อยู่ของกลุ่มเมฆจำนวนมาก มีอากาศเย็นจัด ตั้งแต่ช่วงเช้าตรู่ก่อนดวงอาทิตย์ขึ้น จนทำให้ละอองน้ำในอากาศ  ในเวลานั้น แข็งตัวเป็นเกล็ดน้ำแข็ง  อนุภาคเล็กๆ จำนวนมหาศาลลอยอยู่บนท้องฟ้า  เมื่อพระอาทิตย์ขึ้น และส่องแสงทำมุมกับเกล็ดน้ำแข็งได้อย่างเหมาะสม 
จะเกิดการหักเหและการสะท้อนของแสง ทำให้เกิดแถบสีรุ้งคล้ายการเกิดรุ้งกินน้ำ หลังฝนตกขึ้น

ส่วนแสงสีที่เรามองเห็นด้วยตานั้น ขึ้นอยู่กับการทำมุมของแสงอาทิตย์และเกล็ดน้ำแข็ง แต่โดยทั่วไปเรามักจะเห็นเป็นสีเหลืองอ่อนๆมากที่สุด ถ้าเกิดจากการสะท้อนของแสงจะปรากฏเป็นสีเขียว แต่ถ้าเกิดจากการหักเหของแสง จะเป็นสีแดงเพลิงในตอนกลาง และเป็นสีน้ำเงินปนแดงตามขอบนอก

ขนาดของพระอาทิตย์ทรงกลดจะมีขนาดแตกต่างกันออกไป แต่ส่วนมากจะมีขนาดเฉลี่ย ๓๐ องศา โดยการลากเส้นตรง ๒ เส้น  มาบรรจบกันที่ดวงตาของผู้มอง  ได้แก่ เส้นตรงที่ลากจากจุดกึ่งกลางของปรากฏการณ์มาที่ตาผู้มอง และเส้นตรงที่ลากจากขอบ ของปรากฏการณ์มาที่ดวงตาผู้มอง นับว่าเป็น
ธรรมชาติอันน่ามหัศจรรย์ของดวงอาทิตย์อีกประการหนึ่ง

ความเชื่อของคนไทยเรานับถือ ดวงอาทิตย์ ดุจดั่งเทวดาองค์หนึ่ง สังเกตุจากการเรียกนำหน้าว่า"พระ"
ส่วนกลดก็ถือเป็นของสูงสำหรับพระเช่น กลดของพระธุดงค์ ปรากฏการณ์นี้จึงเปรียบได้กับกลดของพระ
ที่กำลังถูกล้อมรอบไว้ด้วยแสงของดวงอาทิตย์ไว้นั่นเอง  จึงถือว่าเป็นเรื่องของความศักดิ์สิทธิ์  เป็น





มหิธานุภาพ ของดวงอาทิตย์ที่เป็นมงคลนำมาสู่ชาวโลกเราทั้งปวงนั่นเองแล...









วันเสาร์ที่ 9 มิถุนายน พ.ศ. 2555

ฤทธานุภาพมีดหมอ ล.พ.เดิม วัดหนองโพ

 มีดหมอ เป็นศาตราคมอาวุธวิเศษ ที่มีไว้สำหรับติดตัวหรือบูชาไว้กับบ้านเรือน สามารถคุ้มครองป้องกันภัย
อันตรายต่างๆทุกประการ เมื่่อนำเอามีดหมอออกปราบศัตรูโจรผู้ร้าย หรือเข้าสู่การรณรงค์ อยู่ยงคงกระพัน
ชาตรี อาวุธในยุทธสงครามทุกชนิด ไม่มีมาแผ้วพานให้ระคายผิวได้เลย  มีอำนาจราชศักดิ์ ศัตรูครั่นคร้ามเป็นนะจังงังสยบไพรีพินาศสิ้น

บรรดาภูติผีปีศาจทั้งหลายเกรงกลัวนัก ถ้ามีผีเจ้าเข้าสิงผู้คนให้เอาสันมีดหมอวางบนศีรษะ แล้วบริกรรมคาถาหัวใจพระธรรม ๗ คัมภีร์คือ สัง วิ ทา ปุ กะ ยะ ปะ ให้ได้ ๓ คาบ { ๖ จบ} ผีจะรีบเผ่นหนีออกจากร่างคนทันที หรือว่าให้เอามีดหมอจุ่มแช่ลงไปในน้ำ บริกรรมคาถาหัวใจพระธรรม ๗ คัมภีร์ ๓ คาบ แล้วเอาน้ำนี้ไปให้คนไข้ที่ผีเข้าสิง หรือถูกกระทำคุณไสยต่างๆ  กินและพ่น  คนไข้จะหายเป็นปกติ  แก้อาถรรพ์เสนียดจัญไรได้ทุกชนิด อันมีดหมอศาสตราคมวิเศษนี้  ถึงแม้ว่าศัตรูจะอยู่ยงคงกระพัน มีเครื่องรางและของขลังคุ้มครองป้องกันตัว ก็มิอาจจะคงทนต่อศาสตราคมอาวุธวิเศษนี้ได้

เมื่อถูกฟันแทงกระดูกเนื้อหนังจะหักหลุดขาดสะบั้นโดยสิ้้นเชิง พ่ายแพ้พินาศสิ้น นอกจากคนผู้นั้้้นจะมีเครื่องรางจากอาจารย์ผู้วิเศษ หรือมีของกายสิทธิ์แก้อาถรรพ์เวทย์ได้จริง จึงจะคงทนต่อศาสตราวุธวิเศษ


นีได้ เพราะอยู่ยงคงกระพันชาตรีวืเศษอย่างแท้จริง

วันศุกร์ที่ 8 มิถุนายน พ.ศ. 2555

พลังพุทธานุภาพหลวงพ่อแช่ม วัดตากล้อง

     ตามตำราไสยศาสตร์ แบ่งเครื่องรางของขลังเป็นพลังพุทธานุภาพได้ ๖ ประเภทคือ ๑. เมตตามหานิยม 
๒. คงกระพันชาตรี ๓. อำนาจบารมี ๔. แคล้วคลาด ๕.โชคลาภ ๖. ป้องกันภัยแก้คุณไสย แต่ละสำนักก็มีความโดดเด่นในด้านต่างๆแตกต่างกันไป การปลุกเสกลงของเพื่อความเป็นสิริมงคล และเกิดโชคลาภแคล้วคลาด คงกระพัน ปลอดภัยจากภยันตราย  และอีกนานัปการ  ซึ่งท่านบูราณาจารย์ได้ปฎิบัติสืบทอดในพิธีกรรมต่างๆเป็นที่ประจักษ์ผลมาช้านาน
    
    เรื่องที่จะเล่าต่อไปนี้ได้ฟังจากคำบอกเล่าของบิดาข้าพเจ้า พล.ต.ท.ชัยยงค์ ปฎิพิมพาคมท่านได้เล่าให้ผมฟังดังต่อไปนี้


    เมื่อตอนที่พ่อยังเป็นเด็กอายุราวๆ ๑๑ ปี  ปู่เกิดปวดท้องขึ้นมาอย่างไม่มีสาเหตุนอนดิ้นทุรนทุรายอย่างสาหัส ในตอนนั้นปู่ได้สั่งให้อา ๒ คนให้ไปนิมนต์ ล.พ.แช่ม วัดตากล้อง มาช่วยรักษาท่าน ซึ่งอาทั้ง ๒ ก็รีบขึ้นม้าไปตาม ล.พ.แช่มในทันที  สมัยนั้นหนทางไปมาหาสู่ค่อนข้างกันดาร ลำบากต่อการสัญจร จึงต้องขับขี่ม้าเดินทาง{จากปากคำของอาเล่าว่า} พอขี่ม้าไปถึงวัดตากล้องยังไม่ได้เอ่ยวาจาอันใดกับ.ล.พ. แช่ม ท่านก็กล่าวว่า"ข้ารู้แล้ว...พวกเอ็งกลับไปก่อน...เดี๋ยวข้าจะตามไป " อาทั้ง ๒ ก็รีบขึ้นม้ากลับมาในทันดีทันใดที่ท่านพูดจบ เพราะหนทางค่อนข้างไกลและกันดารอยู่โข แต่พออาทั้ง ๒ กลับมาถึงบ้านกลับได้รับความประหลาดใจที่เห็น  ล.พ.แช่มกำลังนั่งอยู่กับปู่  ตอนนั้นพ่อยืนอยู่กับปู่ด้วย 


  ล.พ.แช่มท่านหันมาสั่งพ่อว่า" เอ็งไปตักน้ำและใส่ใบมะยม...มา" พ่อก็รีบทำตามท่านสั่งทันที พอทำเสร็จตามสั่งก็รีบวิ่งไปหาท่าน พอใกล้จะถึงตัวท่านๆก็พูดว่า"เอ็งหยุด...ยืนอยู่ตรงนั้น !" แล้วท่านก็ล้วงมีดหมอขึ้นมาพลางร่ายเวทย์มนต์ แล้วสับมีดกลางอากาศอยู่พัลวัน... ซักพักท่านก็ให้พ่อเอาน้ำและใบมะยมที่ไปตักมาส่งให้ปู่ดื่ม พอปู่ดื่มเข้าไปซักไม่กี่อึดใจก็อาเจียรออกมา เป็นน้ำเมือกๆสีดำ...ในนั้นยังมีปอยเส้นผมอยู่อีกกระจุกนึง และยังมีแผ่นหนังชิ้นบางๆอยู่อีกด้วยแถมมีกลิ่นเหม็นน่าอาเจียร...ในตอนนั้นล.พ.แช่มท่านก็สั่งให้พ่อเอารีบเอาน้ำในขันที่เหลือไปเททิ้งที่ต้นไม้และห้ามหันกลับมามอง พ่อก็รีบทำตามคำบอกของท่าน ระหว่างเทน้ำทิ้งพ่อก็ก้มมองที่ขันน้ำก็พบว่า ใบมะยมในขันขาดวิ่นทุกใบ ก็นึกเห็นภาพว่า ตอนที่ ล.พ.แช่มท่านฟันมีดหมอกลางอากาศอยู่พัลวัน พ่อก็พอเข้าใจเรื่องราวได้ทันทีว่า 
ทุกสิ่งเกิดจาก"พลังพุทธานุภาพ" ของหลวงพ่อแช่ม วัดตากล้อง...








    

วันพุธที่ 6 มิถุนายน พ.ศ. 2555

พระคาถาอัญเชิญพระพุทธเจ้า

  พระคาถาบทนี้เป็นพระคาถาที่พลตรีหลวงวิจิตรวาทการ ท่านได้เคยเขียนลงใว้ในหน้งสือของท่าน คำแปลในคาถาได้ใจความออกมาว่า " ในขณะนี้ข้าพเจ้าอยู่ในที่คับขันแห่งชีวิตแล้ว  โปรดอัญเชิญพระพุทธองค์ ทรงเสด็จมาช่วยสงเคราะห์ปัดเป่าห้วงแห่งทุกข์นี้แก่ข้าพเจ้าด้วยเถิด"

                                           พระคาถาอัญเชิญพระพุทธเจ้า


นะโม { ๓ จบ}


นะโมเตพุทธวีรัตถุ            วิปปะมุตโตสิสัพพะธิ


สัมพาธปฎิปัณโณสะมิ        ตัสสะเมสะระณังภะวะ


ภาวนา ๓ คาบ คือการที่เราสูดลมหายใจเข้าไป ก็สวด ๑ จบ ตอนเวลาถอนลมหายใจออก ก็สวดอีก ๑ 


จบ เรียกว่า ๑ คาบ ดังนั้นการภาวนา ๓ คาบก็เท่ากับว่าเราสวดคาถา ๖ จบ ดังนี้แล


ยังมีพระคาถาอีกบทหนึ่งซึ่งเกี่ยวข้องกันคือ


                                          พระคาถามงกุฎพระพุทธเจ้า


นะโม ๓ จบ


อิติปิโส วิเสเสอิ อิเสเส พุทธะนาเมอิ


อิเมนะ พุทธะตังโสอิ อิโสตัง พุทธปิติอิ


ตะโจ พระพุทธเจ้่า  จงมาเป็น หนัง    


มังสัง พระธรรมเจ้า จงมาเป็น เนื้อ


อัฐิ    พระสังฆเจ้า   จงมาเป็น  กระดูก     


ตรีเพชรคงคง อิสวาสุ  จักรวาสุอิ  สุสวาอิ  พุทธปิติอิ 


{สวด ๓ จบ}